Mecha Story: หัวหอม มอเตอร์ไซค์ แล้วก็อะไรสักอย่าง อ้อ มีรถถังด้วย

ได้ยินเสียงทหารซีอ้อนตะโกนว่า "ถ้าเราผลิตลูนาแทงก์ได้เยอะๆล่ะก็ พวกสหพันธ์ต้องน้ำตาไหลพรากแน่" (คนขับยังแสบตาเลย)





G87 ลูนาแทงก์

รถถังที่ซีอ้อนออกแบบให้ใช้งานบนดวงจันทร์เพื่อทำหน้าที่ปกป้องฐานแกรนาดาโดยเฉพาะก่อนที่ซีอ้อนจะเริ่มใช้งานMSอย่างเต็มรูปแบบ ด้านล่างของลูนาแทงก์ติดท่อขับดันไว้สำหรับลอยตัวเหนือพื้นและมีแผงปีกสี่แผงสำหรับช่วยควบคุมทิศทางขณะลอยตัว เนื่องจากตีนตะขาบของลูนาแทงก์มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวถังจึงไม่สามารถใช้งานบนโลกได้ รอบตัวสี่ด้านของลูนาแทงก์ติดตั้งป้อมปืนอนุภาคแบบสองลำกล้องไว้ทั้งด้านบนและด้านล่างรวม8ป้อม จึงสามารถยิงโจมตีศัตรูได้รอบตัวทั้งต่อต้านอากาศยานขณะอยู่บนพื้นและยิงโจมตีภาคพื้นดินขณะลอยตัว ซึ่งซีอ้อนนั้นได้เริ่มการผลิตลูนาแทงก์ก่อนสงครามหนึ่งปีจะเริ่มขึ้น และยุติการผลิตไปหลังผลิตออกมาได้34เครื่อง





MAX-03 อัดซัม

เมื่อสงครามหนึ่งปีดำเนินไป ซีอ้อนก็ได้ใช้รูปแบบของลูนาแทงก์พัฒนามาเป็นMA MAX-03 อัดซัม ซึ่งเป็นMAที่ติดตั้งมินอฟสกีคราฟท์ในตัว ที่ขายังมีใบพัดโฮเวอร์จึงสามารถบินในชั้นบรรยากาศโลกได้ อัดซัมนั้นมีป้อมปืนอนุภาคแบบสองลำกล้องรอบตัวสี่ด้านเหมือนลูนาแทงก์ แต่อาวุธที่เป็นจุดเด่นของอัดซัมก็คือ อัดซัมลีดเดอร์ ซึ่งเป็นแคปซูลที่ยิงและแตกออกกลางอากาศ เมื่อแคปซูลแตกออกก็จะกระจายผงตัวนำไฟฟ้าออกมาพร้อมกับปล่อยกรงออกมาขังศัตรูไว้ จากนั้นอัดซัมลีดเดอร์ก็จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความร้อนสูงออกมา อัดซัมลีดเดอร์นั้นสามารถทำให้ระบบของซาคุทูว์และจิมภาคพื้นดินลัดวงจรจนไม่สามารถใช้งานได้อีก



อัดซัมเครื่องหนึ่งนั้นประจำการที่ฐานขุดทรัพยากรของซีอ้อนที่โอเดสซา ซึ่งมา คุเบะ และ กิซิเลีย ซาบี ใช้ต่อสู้กับอามุโร่ที่ใช้กันดั้มบุกเข้าโจมตีด้วยตัวคนเดียว แต่กันดั้มนั้นสามารถทนความร้อนของอัดซัมลีดเดอร์ได้จนผงตัวนำไฟฟ้าอ่อนลงและตัดกรงออกมาทำลายอัดซัมได้ และที่โอเดสซานี้ก็มีอัดซัมอีกเครื่องซึ่งเข้าต่อสู้กับหน่วย03ของแมท ฮีลลีที่โอเดสซา





ZMT-A03G ฮาเลย์ กาลิคสัน

MAสำหรับใช้งานภาคพื้นดินที่BESPAพัฒนาขึ้นโดยใช้รูปแบบของมอเตอร์ไซค์ ซึ่งข้อมูลการใช้งานของกาลิคสันนั้นต่อมาได้ใช้พัฒนาอาวุธติดล้ออื่นๆ อย่างไอน์รัดหรือยานชั้นแอดราสเทีย กาลิคสันนั้นใช้ห้องบังคับแบบสองที่นั่ง ระบบการควบคุมของกาลิคสันก็จำลองมาจากมอเตอร์ไซค์และมีอัตรตอบสนองต่อการบังคับที่สูงมาก กาลิคสันสามารถแล่นบนพื้นได้อย่างรวดเร็วแม้จะเป็นพื้นวิบากทั้งยังมีเกราะหนา ส่วนอาวุธนั้นประกอบด้วยบีมแคนน่อนกับปืนกลแก็ตลิง ซึ่งทั้งคู่จะติดไว้กับป้อมให้ปรับทิศทางได้ แต่แม้จะเป็นMAที่ใช้ต่อสู้ภาคพื้นดินได้ดีมาก กาลิคสันก็ยังเสียเปรียบเมื่อต้องสู้กับMSที่บินกลางอากาศได้อย่างVกันดั้ม





BESPAยังได้พัฒนารูปแบบของกาลิคสันต่อมาเป็นมอเตอร์ไซค์หุ้มเกราะธรรมดาที่นั่งได้คนเดียว ซึ่งมีสองรุ่นคือ แบบ"โค"ที่เน้นการใช้งานแบบต่อต้านMS โดยติดบีมแคนน่อนกระบอกใหญ่หนึ่งกระบอก กับแบบ"โอทสุ"ที่เน้นการต่อสู้กับบุคคลและยิงต่อต้านอากาศยาน จึงใช้บีมแคนน่อนแฝดที่ยิงได้ต่อเนื่องกว่า กาลิคสันและมอเตอร์ไซค์ทั้งสองแบบนั้นใช้งานโดยหน่วยคาทาลของดุ๊คเกอร์ อิค ผู้คลั่งไคล้มอเตอร์ไซค์ (และในSRW Dก็ถึงกับไปขโมยการ์แลนด์มาจากเมก้าโซน เพียงเพราะมันเป็นมอเตอร์ไซค์)





AMA-X7 แชมโบล

MAแบบสะเทินน้ำสะเทินบกรุ่นต้นแบบของนีโอซีอ้อน แชมโบลมีลักษณะเด่นที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบไฮโดรเจ็ตพลังแม่เหล็กไว้ ซึ่งเดิมเป็นระบบที่ไม่มีการใช้งานในทางทหารเพราะแม้เสียงเครื่องจะเงียบแต่ก็มีกำลังขับเคลื่อนน้อยมาก แต่แชมโบลนั้นได้ปรับปรุงโดยให้ใช้งานร่วมกับมินอฟสกี้คราฟท์ ทำให้มีความเร็วสูงและยังเงียบจนตรวจจับได้ยาก ซึ่งสหพันธ์โลกได้เรียกแชมโบลว่า"ปิศาจแห่งทะเล" เมื่อขึ้นมาบนบก แชมโบลก็จะแปลงร่างและเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็นระบบโฮเวอร์ ทำให้มีความเร็วสูงผิดกับขนาดใหญ่โต



อาวุธหลักของแชมโบลก็คือปืนใหญ่มหาอนุภาคที่หัว ที่ไหล่แต่ละข้างก็มีปืนอนุภาคแบบสาดกระจายติดอยู่ ลำพังปืนอนุภาคทั้งสามก็มีขอบเขตการทำลายเป็นวงกว้างอยู่แล้ว แต่แชมโบลก็มีรีเฟลคเตอร์บิทอยู่ด้วย ซึ่งใช้ได้ทั้งสะท้อนบีมจากปืนอนุภาคของตนเองเพื่อโจมตีจากมุมอื่นและใช้ป้องกันบีมของศัตรู แชมโบลยังมีมิสไซล์ลันเชอร์ และที่ขาทั้งสองข้างจะมีกงเล็บอยู่ แม้ระบบของแชมโบลจะซับซ้อนมาก แต่ก็ใช้นักบินเพียงคนเดียวบังคับได้ด้วยระบบไซคอมมิว



แชมโบลเป็นMAประจำตัวของโลนิ กาเวย์ ซึ่งเธอได้ใช้แชมโบลเครื่องเดียวทำลายฐานของสหพันธ์ที่ดาการ์ ก่อนจะพบกับยูนิคอร์นกันดั้มและเดลต้าพลัสที่ฐานโทรินตัน ซึ่งบานาจนั้นพยายามเกลี้ยกล่อมโลนิจนเธอยอมหยุดสู้ แต่ระบบไซคอมมิวที่รวนหลังการอาละวาดของโลนิก็ทำให้ยังแชมโบลยังโจมตีทั้งคู่ต่อ ก่อนที่ริดดีจะชิงบีมแม็กนัมจากยุนิคอร์นแล้วยิงทำลายแชมโบลไป



(ในภาคนิยายนั้นค้นมาแล้วต่างไปพอสมควรครับ คือแชมโบลเป็นของบริษัทกาเวย์ซึ่งพยายามขายให้นีโอซีอ้อน ครอบครัวกาเวย์สี่คน (โลนิ พ่อ แล้วก็น้องชายอีกสองคน) ช่วยกันบังคับและบุกทำลายฐานโทรินตันเป็นการสร้างผลงาน จนโลนิทนเห็นคนตายเป็นหมื่นๆไม่ไหวเลยพยายามห้ามพ่อ ผลก็คือโดนยิงเจ็บ เธอจึงบอกตำแหน่งของค็อกพิตกับช่องโหว่ในแนวป้องกันของแชมโบลให้บานาจ ซึ่งบานาจก็ตัดใจยิงบีมแม็กนัมสังหารครอบครัวกาเวย์ไป)



แถมด้วยรถถังสองสามคันครับ ขอพลังจงสถิตแด่ท่าน (ชุดนี้ที่ผ่านๆมายังเป็นหุ่น แต่นี่มัน...ก็ผมชอบดีไซน์มันน่ะนะ)



Armored Assault Tank

รถถังแบบลอยตัวของสหพันธ์พ่อค้า AATนั้นมีเกราะที่ด้านหน้าหนาจนใช้พุ่งชนและพังกำแพงได้ AATนั้นใช้หุ่นดรอยด์สี่ตัวบังคับ โดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ผู้บัญชาการและบังคับปืนเลเซอร์หลักที่ป้อมปืนด้านบน ส่วนพลขับกับพลปืนอีกสองตัวจะอยู่ที่ตัวเครื่อง ซึ่งนอกจากปืนเลเซอร์หลักแล้ว AATยังมีอาวุธเป็นเลเซอร์กระบอกเล็กกับปืนบลาสเตอร์ต่อต้านบุคคลอย่างละสองกระบอก แต่ที่สำคัญก็คือเครื่องยิงกระสุนพลังงานหกลำกล้องที่ฐาน ซึ่งใช้ยิงกระสุนหุ้มด้วยพลาสมาเพื่อให้ต้านลมน้อยลงและมีความเร็วกับพลังทำลายสูงขึ้นไปด้วย AATนั้นจะบรรจุกระสุนไว้สามแบบ คือ ระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์ สำหรับใช้ทำลายสิ่งปลูกสร้าง กระสุนเจาะเกราะสำหรับทำลายรถถัง และกระสุนพลังงานสูงสำหรับใช้โจมตีเป้าหมายทั่วไป ส่วนฐานของAATนั้นได้รับการออกแบบให้ถอดเปลี่ยนได้ง่าย จึงสามารถเปลี่ยนได้ที่ยานลำเลียงเมื่อยิงจนกระสุนหมดแล้ว ระบบลอยตัวของAATนั้นมีความเร็วสูงทีเดียวแม้จะเทียบกับยานสปีดเดอร์ไม่ได้ จุดด้อยของAATนั้นอยู่ที่ระบบลอยตัวนั้นไม่สามารถฝ่าเข้าไปในสนามพลังได้



AATนั้นเป็นกำลังหลักในการรุกรานดาวนาบู เมื่ออนาคิน สกายวอล์คเกอร์ทำลายยานที่ใช้ควบคุมหุ่นดรอยด์ได้ หุ่นดรอยด์ทั้งหมดก็หยุดทำงานไป ทำให้มีAATถูกยึดไปมากมาย และเมื่อสหพันธ์พ่อค้าเข้าร่วมกับสมาพันธ์ดวงดาวอิสระในสงครามช่วงสงครามโคลนก็ยังคงใช้งานAATอยู่โดยได้ทาสีใหม่และเพิ่มเลเซอร์เสริมเป็นสี่กระบอก แม้หลังสงครามโคลน จักวรรดิกาแล็กติกก็ยังคงมีนAATประจำการอยู่โดยใช้สตอร์มทรูเปอร์บังคับแทนหุ่นดรอยด์







Multi-Troop TransportกับPlatoon Attack Craft

ยานลอยตัวลำเลียงทหารดรอยด์ของสหพันธ์พ่อค้า MMTนั้นมีขนาดใหญ่มากและมีเกราะด้านหน้าที่หนาจนสามารถชนทะลุกำแพงได้ ในตัวMMTนั้นสามารถบรรทุกทหารดรอยด์รุ่นB1พร้อมบลาสเตอร์ไรเฟิลได้112ตัว หรือดรอยด์เดกา20ตัว โดยล็อกไว้กับราวที่สามารถเลื่อนเข้าออกได้ด้วยระบบไฮดรอลิก เมื่อไปถึงที่หมายแล้ว MMTก็จะเปิดด้านหน้าออกแล้วยื่นราวออกไปเพื่อให้ทหารดรอยด์เข้าสู่สนามรบได้โดยตรง ในช่วงแรกนั้นจะบรรทุกทหารดรอยด์ไปในสภาพที่พับไว้เพื่อให้บรรทุกได้มาก แต่ในช่วงสงครามโคลนก็ได้ออกแบบใหม่ให้อยู่ในท่ายืนเพื่อให้ออกรบได้เร็วขึ้น MMTนั้นติดตั้งป้อมปืนบลาสเตอร์แฝดไว้ด้านหน้าสองป้อม MMTจึงเหมาะกับการนำกองกำลังบุกทะลวงเป็นแนวหน้ามาก โดยหลังจากส่งทหารดรอยด์ออกไปแล้วก็จะคอยยิงสนับสนุนต่อ



นอกจากMMTแล้ว สหพันธ์พ่อค้ายังได้ใช้ยานลำเลียงพลอีกแบบคือ Platoon Attack Craft โดยดัดแปลงมาจากยานบรรทุกของพลเรือนแต่ติดราวของMMTเข้าไป PACนั้นสามารถบรรทุกทหารดรอยด์ได้เท่าๆกัน แต่ขนาดเล็กกว่าและไม่มีเกราะป้องกันหรืออาวุธ ทำให้มีความเร็วสูงกว่าMMT PACนั้นไม่สามารถใช้เป็นแนวหน้าได้ จึงใช้ลำเลียงพลในพื้นที่ที่ควบคุมไว้แล้วหรือมีกำลังคุ้มกันไปด้วย และเมื่อปล่อยทหารดรอยด์ไปแล้วก็จะถอนตัวออกจากบริเวณนั้น



ทั้งMMTและPACนั้นใช้งานครั้งแรกในการรุกรานดาวนาบูและมีการใช้งานต่อมาจนถึงสงครามโคลน เมื่อสงครามโคลนจบลงก็ไม่ปรากฏว่ามีการใช้งานMMTอีก ส่วนPACนั้นมีที่ถูกพลเรือนเอาไปถอดราวออกแล้วใช้ขนส่งแบบปกติเหมือนเดิม





HAVw A5จักเกอร์น็อต

รถหุ้มเกราะขนาดใหญ่ที่สาธารณรัฐกาแล็กติกใช้งานในช่วงสงครามโคลนโดยพัฒนาต่อมาจากรุ่นA4 จักเกอร์น็อตA5นั้นสามารถบรรทุกทหารได้ห้าสิบนายพร้อมกับพาหนะขนาดเล็กอย่างยานสปีดเดอร์ ล้อขนาดใหญ่ของจักเกอร์น็อตนั้นสามารถแล่นบนทางเรียบได้ 160กม.ต่อชั่วโมง แต่แทบใช้งานบนพื้นวิบากไม่ได้อีกทั้งยังเลี้ยวได้ยากมาก จักเกอร์น็อตA5จึงมีห้องพลขับทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อให้ขับได้ง่ายขึ้น แต่ในสถานการณ์ชุลมุนที่พลขับไม่ได้สื่อสารกันให้ชัดเจนนั้นก็มักจะทำให้จักเกอร์น็อตติดแหงกเพราะเร่งเครื่องไปคนละทาง



จักเกอร์น็อตA5ติดตั้งอาวุธไว้เป็นป้อมปืนเลเซอร์แคนน่อนหนักด้านหน้าหนึ่งกระบอก เลเซอร์แคนน่อนหนักด้านข้างอีกสองกระบอกสำหรับยิงด้านหลัง ป้อมบลาสเตอร์แคนน่อนด้านบน และป้อมยิงระเบิดอีกสองป้อม อาวุธทั้งหมดนั้นใช้พลปืนรวมหกคนแยกกันควบคุม จักเกอร์น็อตจึงสามารถโจมตีศัตรูได้รอบตัวโดยมีพลชี้เป้าอยู่ที่หอตรวจการณ์ด้านหลังคอยระบุตำแหน่งของเป้าหมายให้ แต่หอตรวจการณ์นี้ก็เป็นจุดที่ถูกยิงโจมตีจากภาคอากาศได้ง่ายด้วยเช่นกัน นับเป็นงานของผู้ดวงซวยโดยแท้



จักเกอร์น็อตนั้นมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามโคลน โดยรุ่นA5มักจะประจำการในแถบดวงดาวรอบนอก แต่ด้วยความผิดพลาดในการขนส่งจึงมีจักเกอร์น็อตหลุดไปอยู่ในการครอบครองของสมาพันธ์ดวงดาวอิสระและกองกำลังส่วนตัวของผู้ปกครองท้องถิ่นบ้างเหมือนกัน หลังสงครามโคลน จักวรรดิกาแล็กติกก็ได้เริ่มปลดระวางจักเกอร์น็อต เนื่องจากเน้นการใช้งานวอล์คเกอร์อย่าง AT-AT และ AT-ST แม้ว่าจักวรรดิจะขายจักเกอร์น็อตที่มีอยู่ไปให้กองกำลังท้องถิ่นและมีบางส่วนที่ถูกกลุ่มพันธมิตรยึดไปใช้ แต่ก็ไม่มีบทบาทสำคัญอีก ส่วนจักวรรดิเองนั้นได้พัฒนารุ่น A5-RXที่มีขนาดเล็กลงและใช้ตีนตะขาบให้วิ่งบนพื้นวิบากได้เพื่อใช้สำรวจดาวเคราะห์ห่างไกลความเจริญ กับรุ่นB5ซึ่งเน้นการขนส่งกำลังพลโดยติดเลเซอร์ไว้เพื่อยิงทำลายมิสไซล์ก่อนถึงตัวเท่านั้น
Super Robot Wars Games Mecha Story

ร่วมแสดงความเห็น

ติดต่อเรา