•JoyKa•
Lv.15
Priest
joykpa@msn.comhttp://joyka.exteen.com/
[Fic]Blessing of the sword ตอนที่ 10 - 11
Back to Chapter1  

Back to Chapter2  

Back to Chapter3  

Back to Chapter4  

Back to Chapter5

Back to Chapter6

Back to Chapter7

Back to Chapter8

Back to Chapter9

  

---------------------------------------------------------------

Chapter 10

“งื่อ~~ ไม่ใช่นะคะ” อาน่าครางพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธต่อสิ่งที่ลิเน็ตกล่าวถามถึงตัวเธอที่มาโรง พยาบาลเมื่อตอนเย็น

สิ่งที่ไลร่าทำไว้ดูจะทำให้ชีวิตอาน่าวุ่นวายพอสมควร แม้ว่าเจ้าหล่อนจะไม่ได้สร้างปัญหาตลอดทางที่มายังห้องชูไทน์เนอร์ แต่ที่มาแสดงกิริยาที่ไม่งามไว้กับลิเน็ตและสเตฟานมันก็ทำให้อาน่าต้องมา นั่งปฏิเสธเป็นพัลวัน ถึงจะมีหลักฐานการยืนยันที่อยู่ซึ่งชูไทน์เนอร์สร้างไว้ให้ มันก็พูดยากด้วยจะบอกว่าลิเน็ตและสเตฟานเห็นภาพหลอนพร้อมกันคงเป็นเรื่อง แปลก ๆ
แต่กระนั้นอาน่าที่ดูจะเรียบร้อยเป็นคนละเรื่องกับไลร่า รวมไปถึงอาหารฝีมือเธอซึ่งไลร่าได้เอ่ยว่าไม่ทำของพรรค์นี้ ก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าคนที่ลิเน็ตและสเตฟานพบเป็นคนละคนกับอาน่าที่อยู่ ตรงหน้าพวกเขาแน่นอน

ด้านชูไทน์เนอร์ได้แต่นั่งยิ้มเจื่อน ๆ ฟังพี่สาวของเขาสอบเค้นอาน่าด้วยแม้อยากจะเข้าไปช่วย แต่ก็จะกลายเป็นว่ามีพิรุธให้จับได้ว่าเขาได้พบเจอกับผู้หญิงที่หน้าตา เหมือนอาน่ามาจริง ๆ เขาจึงได้แต่มองดูอาน่าที่ถูกสอบด้วยความสงสารอยู่บนเตียงเช่นนั้น อาน่าแม้จะถูกซักไซ้ไล่เลียงอย่างหนักเธอก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจหรือหงุด หงิดออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย เธอออกจะแสดงสีหน้าท่าทางเหมือนจะร้องไห้เสียมากกว่าจนทำให้ลิเน็ตต้องหยุด มานั่งทานอาหารที่เธอทำมาให้

ส่วนสเตฟานนั้นดูจะไม่ได้ติดใจเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนลิเน็ต ท่าทางของเขาตัดสินลงไปในทันทีที่พบอาน่าว่านี่เป็นคนละคนกับที่เขาเจอเมื่อ ตอนเย็นที่มีเรื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับชูไทน์เนอร์นักด้วยตลอดมาที่เขาทำงานร่วม กับพี่เขยในฐานะลูกน้อง เขารู้ดีว่าสเตฟานนั้นมีความสามารถในการมองคนได้เป็นเลิศอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคนเพื่อให้เหมาะกับงานที่จ้าง รวมไปถึงการมองลูกค้าเพื่อแนะนำแบบบ้านหรืออาคารให้ตรงใจ แล้วนับประสาอะไรกับอาน่าและไลร่าที่แทบจะต่างกันราวฟ้ากับเหว

“อื้ม~ อร่อยดีนี่นา” ลิเน็ตอุทานหลังจากที่ทานสิ่งที่อาน่าทำมาให้ มันเป็นราเมนน้ำข้นเหมือนที่เธอเคยทานในภัตราคาร หากแต่รสชาตินั้นดูจะอร่อยกว่าเหมือนกับเชิญพ่อครัวฝีมือดีมาทำเลยก็ว่าได้

“อืม...อร่อยจริง ๆ ด้วย คุณอาน่าเคยทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ที่ภัตราคารใหนมาก่อนรึครับ?” สเตฟานที่ทานพร้อมกับลิเน็ตเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยเช่นกัน

อาน่าที่ถูกชมว่าอาหารที่เธอทำนั้นอร่อยก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข อาการจ๋อยจากการถูกไล่เค้นข้อมูลเมื่อครู่หายไปเสียสิ้น
เธอนั่งอธิบายให้ลิเน็ตและสเตฟานเข้าใจว่าเธอนั้นเป็นแค่คนที่ชอบทำอาหาร เท่านั้นเองไม่ได้เคยไปทำงานภัตราคารหรู ๆ อย่างที่คนอื่นเข้าใจกัน ท่าทางการพูดคุยของอาน่าต่อลิเน็ตและสเตฟานดูจะมีความสุขอย่างมาก พอ ๆ กับความสนิทสนมที่ดูจะมีมากขึ้น จนชูไทน์เนอร์ที่มองอยู่บนเตียงรู้สึกขบขันต่ออาน่านิด ๆ ไม่ได้ ด้วยอาน่าในยามปกตินั้นเหมือนเด็กผู้หญิง
ขี้อายธรรมดาที่พอทำอะไรถูกใจแล้วได้รับคำชมเธอก็จะมีความสุข มันต่างจากอาน่าที่เขาพบตอนที่สู้กับไลร่าจริง ๆ อาน่าในตอนนั้นดูจะห้าวหาญและเยือกเย็นอย่างมากไม่มีอาการเขินอายให้เห็นเลย แม้แต่น้อย ชูไทน์เนอร์นั่งยิ้มเมื่อทบทวนภาพอาน่าที่เก่งกล้านั้นจนกระทั่ง

‘ยัยสวะเอ้ย!!!’

ภาพของอาน่าแบบที่มีปีกสีม่วงที่ตวาดใส่ไลร่าผุดขึ้นมาในหัว เขาได้แต่เบือนหน้าไปยิ้มแหย ๆ ไม่ให้ใครเห็น อาน่าในแบบนั้นช่างดูน่ากลัวเสียเหลือเกิน จริง ๆ ตั้งแต่วันที่เขาเจออาน่าในแบบนั้นมันก็ทำให้เขากลัวว่าอาน่าเวลาปกติจะแสดง ท่าทางแบบนั้นบ่อย ๆ อย่างมาก ด้วยอาน่าในแบบนั้นดูจะเป็นคนขี้หงุดหงิดและโมโหร้าย รวมไปถึงแววตาและความรู้สึกที่ส่งออกมาเหมือนดูถูกคนรอบข้างอย่างรุนแรงมัน ดูไม่น่ารักเอาเสียเลย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอในยามที่ร้องเพลงท่ามกลางหมู่มวลวิหคนั้นมันช่าง สวยงามเสียเหลือเกิน

“เฮ้!! ไอ้ลูกหมาเป็นอะไรน่ะ เอาแต่นั่งยิ้มอยู่ได้ ไอ้ที่อยู่ในมือนั่นถ้าไม่กินก็เอามาให้พี่ม่ะ”
ลิเน็ตกล่าวพลางแบมือขอชามที่ยังไม่ได้เปิดฝาซึ่งอยู่ในมือของน้องชายของเธอ ด้วยสีหน้าที่ดูจะกวน ๆ เล็กน้อย

อาน่าที่เห็นทำตาปริบ ๆ ก่อนจะบอกลิเน็ตออกไป
“ของคุณชูไทน์เป็นน้ำซุปไก่ค่ะ คนเป็นไข้กินของที่ออกจะหนัก ๆ แบบราเมงไม่ดีหรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวเด็กนั่นก็ว่าไปอีกเรื่อง”

“ก๋วยเตี๋ยวเด็ก?”

ทั้งสามคนแทบจะถามพร้อม ๆ กันด้วยไม่รู้จักก๋วยเตี๋ยวมาก่อน จนอาน่ายิ้มออกมาด้วยรู้ตัวว่าคำเรียกอาหารนั่นคงไม่สื่อให้คนทั้งสามเข้าใจ เธอจึงเรียกชื่อของมันใหม่อีกครั้งพร้อมอธิบายเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

“เออ... Children noodle soup น่ะค่ะ ไอ้แบบที่ลวกเส้นกับน้ำซุปให้เส้นนิ่ม ๆ มันจะจืด ๆ ไม่ใส่เครื่องปรุงรสจัดแล้วก็ไม่ใส่ผักที่ก้านแข็ง ๆ น่ะค่ะ”

สเตฟานพยักหน้ารับอย่างเข้าใจพร้อมกับตอบรับออกมา
“อาหารคนป่วย เหมือนพวกข้าวต้มหรือซุปอ่อน ๆ สินะ”

“แบบนั้นล่ะค่ะ”
อาน่ากล่าวรับพร้อมกับยิ้มให้ ในขณะที่ลิเน็ตและสเตฟานกำลังสนใจฟังอาน่านั้น ชไทน์เนอร์รีบเปิดฝาชามในมือเขาพร้อมกับตักน้ำซุปในชามทานด้วยความรีบร้อน ก่อนที่พี่ของเขาจะมาแย่งไป

เสียงก๊อกแก๊กของช้อนที่กระทบกับชามทำให้ลิเน็ตที่คุยกับอาน่าหันไปมองชู ไทน์เนอร์พร้อมกับส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยให้เขา
ทำเอาชูไทน์เนอร์ที่ทานอยู่นั้นออกจะตกใจต่อท่าทางของพี่สาวของเขาในทันที แต่พี่ของเขาไม่ได้กล่าวอะไรออกมานอกจากยิ้มกว้างให้เขาเท่านั้น  หากแต่สเตฟานไม่คิดเช่นนั้น เขากลับคิดว่า

‘เอาล่ะสิ จะมาแย่งกินอะไรกันเป็นเด็ก ๆ ซะแล้วรึไง’

เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วหันไปหาลิเน็ต
“ผมว่านี่ก็เย็นแล้ว เรากลับบ้านกันก่อนดีกว่า”

“เห...แล้วจะไอ้ลูกหมานี่” ลิเน็ตกล่าวด้วยความรู้สึกเป็นห่วงชูไทน์เนอร์ที่นั่งทานน้ำซุปอยู่บนเตียง คนไข้ด้วยกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก เธอนั้นยังกังวลอยู่พอสมควรแม้จะบอกว่าตำรวจเข้ามาช่วยจัดการเรื่องนี้แล้ว ก็ตามที สเตฟานที่เห็นท่าทางของลิเน็ตที่ดูกังวลก็เอื้อมมือไปจับบนบ่าของเธอเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ชูไทน์เนอร์น่ะมีอาน่าช่วยดูแลอยู่ทั้งคนนะ”

แม้สเตฟานจะบอกเช่นนั้นแต่ลิเน็ตก็ยังอดที่เป็นกังวลไม่ได้ ทว่าในขณะที่ลิเน็ตแสดงสีหน้าห่วงใยจนไม่อยากกลับบ้านนั้น ชูไทน์เนอร์ก็กล่าวขึ้นพร้อมกับวางชามซุปไปไว้บนโต๊ะข้าง ๆ เตียง
“ไม่ต้องกลัวไปหรอกครับพี่ เห็นอาน่าขี้อายแบบนี้เถอะ เธอเคยซัดผมซะลงนอนกองกับพื้นมาแล้วนะครับ”

“หา?” ลิเน็ตดูจะไม่ค่อยเชื่อคำพูดของน้องชายตัวดีนัก เธอหันไปมองอาน่าที่รูปร่างดูบอบบางแถมยังเป็นคนขี้อายซะขนาดนั้นมันไม่มี สิ่งใดบ่งบอกอันใดเลยว่าเธอผู้นี้เก่งกาจได้ขนาดนั้น

“ไปทำอีท่าใหนถึงโดนเธอซัดเข้าได้ล่ะชูไทน์เนอร์” สเตฟานถามขึ้นด้วยความสนใจและสงสัยอย่างยิ่ง เพราะชูไทน์เนอร์นั้นปกติไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใครจึงไม่น่าจะถูกใครเล่น งานก่อน และรูปร่างของชูไทน์เนอร์ก็ไม่ใช้ว่าจะผอมแห้งแรงน้อย ที่โดนผ้หญิงตัวเล็กขนาดนี้ซัดลงไปกองกับพื้นได้

ชูไทน์เนอร์ยิ้มกว้างพร้อมทั้งเอามือของตนเองเกาที่หลังศีรษะเบา ๆ ก่อนที่จะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดุจะหนักใจเล็กน้อย
“ผมไปลองซ้อมวิชาป้องกันตัวที่ฝึกมาน่ะครับ เลยโดนอาน่าสั่งสอนเสียหมอบเลย”

อาน่านั้นได้แต่ยิ้มด้วยสีหน้าแดงเรื่อด้วยความรู้สึกเขินอายกับเรื่องที่ เธอเคยทำไว้ถูกนำมาเล่าเช่นนี้ จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอะไรแต่ลึก ๆ อาน่ารู้สึกว่าการที่ไปสั่งสอนใครซะขนาดนั้น แล้วเจ้าตัวมาเล่าเหมือนชื่นชมมันชวนให้รู้สึกเขินนิด ๆ

สเตฟานที่รับฟังคำตอบของชูไทน์เนอร์และเห็นอาการของอาน่าก็ยิ้มรับด้วยความ ขบขันเล็กน้อยที่ดู ๆ ไปแล้วชีวิตของ
ชูไทน์เนอร์นั้นดูจะเจอแต่ผู้หญิงมือหนักไม่ว่าจะเป็นลิเน็ตที่ชอบเล่นท่า ของนักมวยปล้ำใส่น้องชายตัวเอง นี่ก็มามีแฟนที่มีฝีมือในการต่อสู้อีกอนาคตของน้องสะใภ้คนนี้ไม่พ้นคงงอมพระ รามเป็นแน่

“กลับไปพักเถอะครับพี่ วุ่นกันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนี่ครับ” ชูไทน์เนอร์กล่าวกับลิเน็ตด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่พี่ของเขาเอียงศีรษะพร้อมกับยักไหล่เป็นเชิงยอมรับอย่างไม่ค่อยเต็ม ใจนัก แต่ร่างกายเธอก็อยากพักบ้างจริง ๆ เธอจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวฝากกับอาน่าออกไป ซึ่งอาน่าก็พยักหน้ารับแล้วเดินไปส่งสเตฟานและลิเน็ตที่หน้าห้องพัก ระหว่างนั้นลิเน็ตก็ชะโงหน้ากลับเข้ามาในห้องแล้วพูดกับชูไทน์เนอร์ด้วยน้ำ เสียงข่มขู่เล็กน้อย

“เฮ้!!ไอ้ลูกหมา...อย่าทำอะไรอาน่าในห้องคนป่วยนะยะ”

ชูไทน์เนอร์ยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนที่จะพยักหน้ารับพลางคิดในใจ
‘ไว้ผมมีฝีมือสูง ๆ ก่อนจะดีกว่า ตอนนี้ถ้าผมไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจจะไม่ได้ตายดีเอา’

อาน่าออกไปส่งลิเน็ตและสเตฟานอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินกลับเข้ามาในห้อง จากนั้นก็ไปนั่งที่ข้าง ๆ เตียงของชูไทน์เนอร์ก่อนที่จะพูดเหมือนบ่น ๆ ออกมาแต่สีหน้าท่าทางของเธอเหมือนกับจะแหย่เขาเล่น ๆ เสียมากกว่า
“ฉันเองก็วิ่งวุ่นกับคุณตั้งแต่เมื่อวานเลยนะคะ แถมวันนี้ยังโดนรถบรรทุกอัดเข้าไปซะแบนติดถนนอีกน้า~”

“คร้าบ ผมขอโทษคร้าบ” ชูไทน์เนอร์ยิ้มเจื่อน ๆ พลางเกาศีรษะตนเองด้วยนั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาน่าจริง ๆ จนบางทีอาน่าก็ควรจะพักผ่อนบ้างไม่ใช่มาคอยดูแลเขาจนไม่ได้พักผ่อนเช่นนี้

“คุณอาน่าก็น่าจะพักบ้างนะครับ เอาแค่วันนี้ผมว่าคุณน่าจะเหนื่อยมาก ๆ เลยทีเดียว”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนพลางยิ้มเล็ก ๆ ให้อาน่าที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ เขาแม้ว่าเขาจะไม่เห็นว่าท่าทางของอาน่าเหนื่อยอ่อนแต่อย่างใดก็ตามที ด้านอาน่าที่ฟังคำแนะนำของชูไทน์เนอร์ก็ส่ายศีรษะช้า ๆ แล้วจึงตอบเขาออกไป

“ฉันก็พูดไปงั้นล่ะค่ะ เรื่องแค่นี้ไม่ได้ทำให้เหนื่อยเท่าไหร่หรอกค่ะ ไม่ได้สู้แบบจริงจังเท่าไหร่ด้วย ที่สำคัญฉันอยากจะอยู่ดูแลคุณมากกว่า อย่างน้อยจะได้คุมไม่ให้คุณหนีไปสู้กับใครเขาอีก”

ชูไทน์เนอร์ยิ้มเจื่อน ๆ ให้กับคำตอบของอาน่า เธอทำซะยังกับว่าเขาชอบไปหาเรื่องคนอื่นเสียเช่นนั้นล่ะ และภายในคำตอบของเธอนั้นเธอกล่าวว่า ‘ไม่ได้สู้แบบจริงจัง’ คำ ๆ นี้ทำเอาชูไทน์เนอร์เสียววาบ ๆ ขนาดเธอไม่ได้จริงจังยังเก่งอย่างร้ายกาจซะขนาดนั้นถ้าเอาจริงไม่ยิ่งน่า กลัวไปกว่านี้รึนี่ คำตอบของอาน่าทำให้เขาอยากจะถามถึงเรื่องต่าง ๆ ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นด้วยทุกสิ่งแม้ว่าจะจบลงด้วยดี ณ เวลานี้ แต่มันก็ค้างคาอยู่ภายในใจของเขาอย่างมากเลยทีเดียว

“ว่าแต่คุณอาน่าทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมมาตลอดเลยรึครับ”

“คะ?...ไม่เชิงหรอกค่ะ” อาน่าทำตาปริบ ๆ ในขณะที่ตอบคำถามของชูไทน์เนอร์ก่อนที่เธอจะตอบต่อ

“จริง ๆ แล้วดิฉันแค่สงสัยเท่านั้นเองเลยตามคุณออกไปดู แล้วก็พบว่าคุณไปสู้กับคนอื่นแบบนั้นเสมอ ทั้ง ๆ ที่คุณเองยังไม่ใช่มืออาชีพพอที่จะรับมือพวกนั้นได้เลยน่ะค่ะ”

“เห็นรึยัง ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเจ้านี่นะหาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อนแท้ ๆ” ทิลฟิงค์ที่สงบปากสงบคำมานานกล่าวแทรกขึ้น ด้วยมันได้เคยเตือนถึงสิ่งที่จะตามมาเป็นหางว่าวเช่นนี้ไว้แล้ว แต่ตอนนั้นชูไทน์เนอร์หาได้เชื่อมันไม่ จนทำให้ทุกสิ่งดูวุ่นวายไปหมดเสียจริง ๆ

สิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวทำให้อาน่าอมยิ้มนิดหน่อยแล้วจึงเอ่ยแย้งทิลฟิงค์ออกไป
“แต่นั่นเขาก็ทำไปด้วยความประสงค์ดีต่อผู้บริสุทธิ์มากมาย อย่างน้อยก็ต่อคนที่เขารัก เช่นนั้นฉันว่านี่ล่ะคือคุณสมบัติที่ผู้ถือครองอาวุธเทพพึงจะมีอย่างมากเลย ทีเดียวนะ ท่านเทพบันดาลสุข”

‘เทพบันดาลสุข’ คำที่เธอเรียกทิลฟิงค์ทำให้ชูไทน์เนอร์แปลกใจเล็กน้อย นี่หมายความว่าเธอรู้จักอาวุธของเขาด้วยงั้นรึนี่

“หึ...แต่ข้าว่าไอ้การทำดีโดยไม่ดูศักยภาพของตนเองมีแต่จะพาตัวเองไปตายเสีย เปล่า ๆ นะท่านเพลิงพิสุทธิ์ อนาคิม”
ทิลฟิงค์กล่าวย้อนอาน่าออกไป เพราะในความคิดของมันก็ยังคงมองว่าการทำอะไรโดยเอาชีวิตไปทิ้งมันก็ดูไร้ค่า อยู่ดีนั่นล่ะ

ชูไทน์เนอร์นั่งฟังทั้งคู่ตอบโต้กันด้วยความหนักใจเล็กน้อย เขาจึงแทรกบทสนทนาของทั้งสองไว้ก่อนที่จะกลายเป็นการโต้คารมณ์ที่หนักหน่วง มากกว่านี้
“เอาล่ะพอได้แล้วทั้งท่านเทพบันดาลสุข และท่านเพลิงพิสุทธิ์อนาคิม ให้ผมได้ถามข้อสงสัยให้หมดแล้วเข้านอนก่อน จากนั้นพวกท่านจะเชือดเฉียนกันด้วยคารมณ์ขนาดใหนก็เชิญตามสบายเถิด”

“งื่อ~~” อาน่าหลับตาปี๋พร้อมกับครางออกมา ท่าทางของเธอแบบนี้ในสายตาของชูไทน์เนอร์มันชวนให้น่าขบขันเสียเหลือเกิน มันเหมือนกับเด็ก ๆ ที่ถูกขัดใจเลยงอแงออกมา

“งั้นก็เชิญเจ้าถามให้สาแก่ใจก็แล้วกันนะเจ้าหนู” ทิลฟิงค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ด้วยมันยังพักผ่อนเพื่อเก็บพลังไม่เต็มที่

“งั้นกลับมาที่เรื่องของเราต่อนะครับอาน่า”

อาน่าพยักหน้ารับสิ่งที่ชูไทน์เนอร์กล่าว ท่าทางของเธอดูจะพร้อมที่จะตอบคำถามทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้แต่อย่างใด เหมือนว่าเธอรู้ในสิ่งที่ชูไทน์เนอร์กำลังจะถามและรู้ว่าคำถามเหล่านั้นไม่ ได้เป็นความลับแต่อย่างใดเสียด้วย

“จริง ๆ แล้วคุณชื่อ...อนาคิม งั้นสินะครับ”

“ก็ค่ะ นั่นเป็นชื่อดั้งเดิมของฉัน แต่เรียกอาน่าก็ได้ค่ะ นี่ก็เป็นชื่อที่ทุกคนซึ่งสนิทกับฉันเรียกกันน่ะค่ะ” อาน่ากล่าวพร้อมกับยิ้มออกมายามนึกถึงที่มาของชื่อของเธอ ดูเธอจะพอใจที่ถูกเรียกว่าอาน่า แต่ก็ไม่ปฏิเสธถ้าใครจะเรียกเธอว่า ‘อนาคิม’

เธอมองหน้าชูไทน์เนอร์ที่ถามคำถามของเธอด้วยความสงสัยเช่นกันก่อนที่เธอจะ เป็นฝ่ายย้อนถามเขากลับไป
“คำถามนี้ หมายความว่าคุณนึกถึงเรื่องอะไรเกี่ยวกับฉันออกแล้วรึคะ”

ชูไทน์เนอร์ส่ายศีรษะให้กับคำถามของอาน่า ด้วยเขาจำอะไรไม่ได้นักนอกจากภาพในความฝันและชื่อเรียกที่ดูคุ้นเคยเท่านั้น และท่าทางเขาจะไม่ใส่ใจด้วยว่าในอดีตเคยเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง เพราะเขาสนใจแต่ปัจจุบันและอนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อไปเสียมากกว่าเขาจึงเอ่ยตอ บอนาคิมไปว่า
“ผมจำไม่ได้หรอกครับ ก็แค่คุ้นเคย แต่ผมไม่ได้สนใจที่จะรื้อฟื้นเรื่องเก่า ๆ มากนักหรอกนะครับ ผมคงขออยู่กับปัจจุบันและอนาคตมากกว่าที่จะจมอยู่กับอดีต ไม่ว่าในอดีตนั้นผมจะมีความสุขหรือความทุกข์มากเพียงใด”

คำตอบของเขาทำให้อาน่ายิ้มออกมาเล็กน้อย แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้า ๆ แต่เธอก็ยังยิ้มออกมาก่อนที่จะบอกกับเขาไป
“นั่นก็ดีเหมือนกันค่ะ เส้นทางเดินของมนุษย์นั้นไม่ควรยึดติดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นและจบสิ้นไปแล้ว มันไม่ได้ทำให้ชีวิตในอนาคตดีขึ้นแต่อย่างใด”

แม้เธอจะกล่าวเช่นนั้นแต่รอยยิ้มและน้ำเสียงของเธอดูจะเศร้าสร้อยอย่างมาก บางทีเธออาจจะต้องเผชิญกับอะไรบางสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งมันอาจจะแฝงอยู่ภายในคำพูดของเขาก็เป็นได้ มันออกจะทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากเขาจึงถามออกไปตรง ๆ ทันที
“แต่อดีตนั่นคงสำคัญกับคุณอาน่ามากสินะครับ”

อาน่าพยักหน้ารับ สีหน้าของเธอดูสงบเยือกเย็นมากขึ้นก่อนที่จะตอบเขากลับมา
“ค่ะ เพราะมีอดีตเช่นนั้นจึงทำให้ฉันยังคงอยู่ได้จนถึงเวลานี้ แต่...มันก็ไม่เป็นอะไรหรอกนะคะถ้าเราจะเริ่มต้นกันใหม่ สิ่งใหม่ ๆ บางครั้งไม่ต้องใช้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาเกี่ยวข้องก็ได้นะคะ”

เธอกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาก มากพอที่เขาจะกล้าถามสิ่งอื่น ๆ ต่อไป
“แล้วคุณอาน่าช่วยผมมาตลอดเลยสินะครับตั้งแต่คราวสแวมป์บีส จนกระทั่งเจ้าโกเลมน้ำแข็งในป่า แล้วก็สุดท้ายก็ที่โบสถ์”

“ค่ะ ก็สถานการณ์มันดูจวนตัวจนถ้าไม่ช่วยคุณคงได้ตายจริงแน่ ๆ”
อาน่าตอบด้วยดวงตาใสแป๋ว มันทำให้เขารู้สึกถึงความอ่อนด้อยในตนเองที่เกือบตายแล้วถึงสามครั้งถ้าไม่ ได้เธอคนนี้ช่วยชีวิตไว้ แต่นั่นก็ทำให้เขาต้องยิงคำถามต่อไปทันที

“คุณอาน่าแปลงร่างเป็นหมาจิ้งจอกได้ด้วยเหรอครับ”

“เปล่าค่ะ นั่นต้าจี่น่ะค่ะ” อาน่าตอบพลางกระพริบตาปริบ ๆ แต่คำตอบของเธอนั่นดูจะไม่ค่อยกระจ่างเท่าไหร่ชูไทน์เนอร์จึงจะกล่าวถามต่อ แต่ทิลฟิงค์ก็เอ่ยแทรกทันที

“ซู ต้าจี่...สตรีที่เป็นปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่ล้มราชบัลลังค์ของพระเจ้าโจวหวา งจากจีน แล้วหนีโทษไปญี่ปุ่นเปลี่ยนชื่อตนเองเป็นทามาโมะ มาเอะก่อนที่จะถูกทหารของประเทศนั้นไล่ฆ่าจนจบชีวิตที่นาสุสินะ”

“นายรู้จักด้วยรึ?” ชูไทน์เนอร์หันไปถามด้วยความสงสัยไม่คิดว่าอาวุธของเขาจะมีความรู้ในเรื่อง นี้แม่นยำขนาดนี้

“รู้สิ แต่ตำนานนั่นนางจิ้งจอกได้ตายไปแล้วนี่นา” ทิลฟิงค์กล่าวเหมือนพยายามจับผิดสิ่งที่อาน่ากล่าว

อาน่าส่ายศีรษะช้า ๆ ก่อนที่จะยิ้มแล้วอธิบายอย่างใจเย็น
“ต้าจี่แค่ถูกกักไว้เท่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้ก็มาอยู่ในร่างของฉันนี่ล่ะค่ะ”

“อาน่าที่มั่นใจสินะครับ” ชูไทน์เนอร์กล่าวขึ้นเมื่อนึกถึงสีหน้าท่าทางของอาน่าที่มันใจ กับเจ้าจิ้งจอกนั่นเมื่อแปลงกลับเป็นอาน่าซึ่งอะไรหลาย ๆ อย่างมันตรงกันมากมายจริง ๆ

“อืม...ค่ะ จะให้เรียกออกมาคุยรึเปล่าล่ะคะ?”

“เออ...ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมว่า...”
ไม่ทันที่ชูไทน์เนอร์จะกล่าวจบอาน่าก็ลุกมาประชิดจนหน้าอกหน้าใจของเธอแทบจะ ชนกับหน้าของเขา เขาเงยขึ้นไปมองหน้าของอาน่าซึ่งตอนนี้ดวงตาของเธอเป็นม่วงอ่อน ๆ เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาที่หยาดเยิ้มซึ่งเขาจำได้แม่นยำว่านี่คืออาน่าที่ มั่นใจ

“อ่ะ ๆ” เขาพยายามเขยิบตัวออกห่างแต่ก็โดนอาน่าจับควงแขนเขาไว้แน่นก่อนที่จะกล่าว ด้วยสีหน้าท่าทางที่ออกจะยั่วยวนเขานิด ๆ

“อะไรกัน แค่เข้าใกล้แค่นี้ก็ต้องเขยิบหนีด้วย ยังไม่ทันได้กอดเลย”

“อย่าเล่นอะไรแบบนี้สิครับคุณอาน่า”

อาน่าปล่อยแขนของเขาแล่วไปยืนกอดอกที่ข้างเตียงพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ก่อน ที่จะกล่าวออกมา
“ต้าจี่ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ถึงว่าสาปปีศาจให้หึ่งเลย” ทิลฟิงค์กล่าวออกมาลอย ๆ ด้วยเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นปีศาจที่ส่งออกมาจากตัวของอาน่า คำกล่าวของมันดูจะไม่ค่อยถูกใจต้าจี่สักเท่าไหร่เธอจึงปั้นหน้าบึ้งก่อนที่ จะว่าออกมาด้วยท่าทางที่หงุดหงิดเล็กน้อย

“ชั้นว่าชั้นอาบน้ำดีแล้วนะ ไม่มีหรอกไอ้กลิ่นแบบนั้นน่ะ”

“ขออภัยข้ามันจมูกดียิ่งกว่าสุนัขซะอีก” ทิลฟิงค์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจในความสามารถตรวจจับของตนเองอย่างยิ่ง

“ชิ ทำตัวเหมือนยัยอามาเทรัสสุไปได้” อาน่าที่กลายเป็นต้าจี่บุยปากพลางกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก ในขณะที่ชูไทน์เนอร์ออกจะยังงง ๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ หมายความว่าจริง ๆ แล้วบุคลิกต่าง ๆ ของอาน่าเกิดจากสิ่งอื่นมาอาศัยร่างเธออยู่ไม่ใช่ตัวเธอเองที่แบ่งบุคลิก เช่นนั้นหรือ เขาจึงเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้าที่งุนงงอย่างมากจนคิ้วแทบจะขมวดมาชนกัน

“เออ...เรื่องเมื่อกี้ที่คุยกันขอคำอธิบายง่าย ๆ หน่อยได้รึเปล่าครับอาน่า เออ...ต้าจี่สินะครับ”

ต้าจี่ที่ได้ยินคำถามเดินมานั่งบนเตียงข้าง ๆ เขาพลางเอานิ้วจิ้มไปมาบนตัวเขาท่าทางเหมือนผู้หญิงที่พยายามยั่วแกล้งชาย หนุ่มให้สติแตกให้ได้ เธอเงยหน้ามายิ้มให้กับเขาก่อนที่จะกล่าวตอบไป
“ชั้นน่ะนะ เมื่อนานมาแล้วถูกเทพอามาเทรัสสุเล่นงานซะจนเกือบตาย แต่ไปพบอนาคิมตอนที่กำลังจะสลายไป ตอนนั้นน่ะอยู่ ๆ ชั้นก็เข้าไปร่วมร่างกับอนาคิมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผลก็คือชั้นเลยเป็นบุคลิกแบบหนึ่งของอนาคิมไปโดยปริยาย”

“ทั้ง ๆ ที่ใช้พลังและความสามารถแบบปีศาจได้เนี่ยนะ” ทิลฟิงค์กล่าวออกมาด้วยไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน มันผิดปกติอย่างมากแม้มันจะเคยพบว่ามีปีศาจบางตนกินปีศาจเข้าไปแล้วได้พลัง ของสิ่งที่กิน แต่อนาคิมนั้นออกจะเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงเทพ ไม่ใช่ปีศาจจึงไม่น่าที่จะทำอะไรแบบนั้นได้

“อืม ชั้นไม่รู้รายละเอียดหรอกว่าทำไมเป็นแบบนั้น ลองถามอนาคิมดูก็แล้วกัน” ต้าจี่ตอบทิลฟิงค์กลับไปก่อนที่จะเขยิบเข้าไปโอบกอดชูไทน์เนอร์ช้า ๆ จนชูไทน์เนอร์ตั้งตัวไม่ติดด้วยไม่คิดว่าต้าจี่จะกล้าทำอะไรเช่นนี้จริง ๆ สิ่งที่เธอทำเล่นเอาเขาปากสั่นพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว ใจอยากจะสะบัดตัวของอาน่าที่กลายเป็นต้าจี่ให้หลุดแต่ร่างกายมันก็ไม่ยอมทำ ตามที่ใจคิดจนเธอกอดเขาไว้แน่นหน้าผากของต้าจี่แนบชิดกับหน้าผากของเขา ในขณะที่เธอหลับตาพริ้มแล้วกล่าวออกมาเบา ๆ

“ถามคนรักของคุณเอาก็แล้วกันนะคะ”

สิ้นคำของต้าจี่เขารู้สึกอุ่น ๆ ด้วยร่างกายของอาน่าดูจะเพิ่มอุณภูมิอย่างรวดเร็วแล้วลดลงกลับเป็นอุณหภูมิ ปกติ พร้อมกับที่เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาสีแดงที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังงุนงงอะไร สักอย่างอยู่

“ว้าย!!!!!!”

ต้าจี่ที่กลับมาเป็นอาน่าอีกครั้งร้องขึ้นพร้อมสะดุ้งจนดีดตัวออกห่างจากเขา จนแทบจะล้มลงไปกับพื้นด้วยท่าทางที่ตกใจอย่างมาก พอ ๆ กับที่ชูไทน์เนอร์ตกใจต่อปฏิกิริยาของอาน่าที่อยู่ ๆ ก็ร้องออกมาเช่นนั้นหากแต่เขาไม่ได้สะดุ้งตกใจก็เท่านั้นเอง

“อ่ะ...อา...” อาน่านั้นยืนหน้าแดงอย่างมากท่าทางเธอพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียวต่อสิ่งที่เธอ ทำเมื่อสักครู่ก่อนที่เธอจะทำหน้าทำตาเหมือนจะร้องไห้แล้วพูดออกมาด้วยความ เขินอายอย่างมาก

“ง...งื่อ~~ ต้าจี่บ้า!!”

ชูไทน์เนอร์ที่เห็นแบบนั้นก็ไม่รู้จะปลอบยังไงดี เขารู้ดีว่าถ้าเป็นอาน่าคงไม่กล้ามาทำอะไรเช่นนี้แน่ ๆ การที่อยู่ ๆ เธอตื่นขึ้นมาในสภาพที่กำลังกอดเขาไว้แน่น แถมใบหน้ายังใกล้ชิดจนแทบจะจูบกันเช่นนั้นมันคงทำให้อาน่าเขินอายอย่างมากจน ไม่เป็นอันทำอะไร แม้แต่จะวางตัวคงจะวางตัวไม่ค่อยถูกแน่นอน

“คุณอาน่าครับ ใจเย็น...เย็น...ก่อน...” ชูไทน์เนอร์ที่พยายามจะพูดเพื่อให้อาน่าตั้งสตินั้นพูดอย่างตะกุกตะกัก ต่อภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง อาน่าที่ดูจะเขินอายอย่างมากเมื่อครู่ อยู่ก็เงียบสงบลงสีหน้าท่าทางเธอดูเยือกเย็นมากขึ้น เธอเอานิ้วมือมาจัดผมเผ้าจนผมซีกหนึ่งของเธอให้ปรกปิดหน้าจนเหลือตาเพียง ข้างเดียว ก่อนที่จะเหลือบตามองมาที่ชูไทน์เนอร์ด้วยแววตาที่ดูหงุดหงิดแสดงออกซึ่ง ความรำคาญอย่างเห็นได้ชัด

เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะจับเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ เขาอีกครั้งแล้วเธอก็นั่งด้วยท่าไขว่ห้างโดยข้อศอกของแขนข้างหนึ่งเท้าที่ รองมือให้นิ้วมือของเธอสัมผัสที่แก้มของเธอ สายตาของเธอจับจ้องมาที่เขาด้วยแววตาที่ออกจะเบื่อหน่ายอย่างมาก สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ชูไทน์เนอร์คิดในใจทันที

‘ฮือ~~ออกมาแล้ว’

เขาแทบจะร้องไห้ในใจทันทีด้วยรู้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาคือ อาน่าที่ดุ ซึ่งเป็นอาน่าในแบบที่เขาไม่อยากจะพบเจอมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาน่าที่ดุมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะยกเท้าขึ้นแล้วกระแทกเข้าไปที่ เตียงของเขาจนสั่น ทำเอาชูไทน์เนอร์ที่ตกตะลึงอยู่แทบใจหายใจคว่ำ เขาจึงกล่าวออกไปทันที

“คุณทำอะไรของคุณน่ะ”

“...” อาน่าที่ดุไม่ได้ตอบอะไร เธอยังมองเขาเช่นเดิม ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้งแล้วเอ่ยขึ้น

“น่ารำคาญกันซะจริง ๆ เชียว...ก็ชั้นเห็นนายมัวแต่ตะลึงก็เลยปลุกให้ตื่นนี่ไง” อาน่าที่ดุกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แฝงความรู้สึกดูถูกไว้เฉกเช่นที่เขาเจอเมื่อครั้งก่อน ดูท่าทางอาน่าในแบบนี้จะเป็นคนเจ้าอารมณ์และขี้โมโหอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว

ชูไทน์เนอร์กลืนน้ำลายลงคอของตนเองก่อนที่จะตัดสินใจถามออกมาด้วยความรู้สึก กลัวนิด ๆ
“แล้วอาน่า...เออ อนาคิมล่ะครับ เธอไป...”

“ชั้นให้ยัยนั่นไปสงบสติอารมณ์ก่อนละ ขืนให้มายืนอายแล้วเต้นเร้า ๆ มันเป็นอะไรที่น่าเกียดมากเลยล่ะ” อาน่าที่ดุกล่าวตอบแทรกขึ้นอย่างเรียบท่าทางของเธอดูใจเย็นอย่างมาก ระหว่างนั้นเธอแบมือขึ้นข้าง ๆ ตัว ชั่วพริบตาก็มีจานใบเล็กพร้อมกับถ้วยชาปรากฏขึ้นในมือทันที ทำให้ชูไทน์เนอร์รู้สึกตกใจอย่างมากที่อาน่าที่ดุมีความสามารถเสกอะไรเช่น นี้ออกมาได้ เธอค่อย ๆ ยกถ้วยชาซึ่งมีไอลอยออกมาเล็กน้อย แต่นั่นเป็นการสิ่งบอกว่าภายในถ้วยนั้นมีอะไรที่ร้อนพอจะมีไอขึ้นมาได้

อาน่าที่ดุมองหน้าชูไทน์เนอร์ที่จดจ้องเธออย่างไม่วางตาก่อนที่จะเลิกคิ้ว ด้านที่ไม่ถูกผมปรกไว้แล้วเอ่ยขึ้น
“จะดื่มชารึเปล่าคะ”

“ม...ไม่ล่ะครับ”

“ก็ดีค่ะ” เธอกล่าวพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่ม คำตอบที่อาน่าที่ดุกล่าวมันชวนให้เขาแอบคิดในใจทันที

‘แล้วจะชวนทำไมล่ะคร้าบ’

เขาคาดว่าที่เธอดื่มนั่นคงเป็นชาแบบเดียวกับวันแรกที่เขาเจอว่าเธอดื่มชา อยู่ที่สนามข้างบ้านเธอเอง ท่าทางอาน่าที่ดุจะชอบนั่งเงียบแล้วดื่มชาโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับ ใครอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานี้เขาได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ไม่กล้ากล่าวถามสิ่งใดออกไปด้วยเกรงว่าเธอจะตวาดเข้าให้ เพราะเมื่อครั้งก่อนที่โดนเธอปรามาสไว้นั้นมันช่างแสบสันอย่างมากถึงจะ บอกว่ามันเป็นเรื่องจริงก็ตามที

อาน่าที่ดุดื่มชาอยู่ครู่ใหญ่ จนชาหมดถ้วยจึงเงยหน้ามาสบตามองเขาอีกครั้ง สายตาของเธอดูจะอ่อนลงกว่าครั้งแรกเล็กน้อย แต่นั่นไม่เกี่ยวกับการมองที่ออกจะแฝงความดูถูกไว้เช่นเดิม เธอโยนจานแล้วถ้วยในมือของเธอขึ้นฟ้าพร้อมกับดีดนิ้ว และในชั่วพริบตาของทั้งหมดนั่นก็หายไปไม่เหมือนแม้แต่เศษน้ำชาสักหยด

ด้านทิลฟิงค์นั้นในครั้งนี้ออกจะเงียบอย่างประหลาด ราวกับว่ามันกำลังพยายามวิเคราะห์ว่าอาน่าที่อยู่ตรงหน้ามันนั้นเป็นผู้ใด หรืออะไรที่มาอาศัยร่วมกับอาน่ากันแน่ แต่ดูเหมือนมันไม่ต้องวิเคราะห์อะไรแล้วเพราะชูไทน์เนอร์ที่ทนอึดอัดไม่ไหว เป็นฝ่ายเปิดคำถามออกไปก่อน

“เออ...คุณไม่ใช่อาน่าสินะครับ ไม่ทราบว่าคุณชื่อจริง ๆ ว่าอะไรรึครับ”

น้ำเสียงของชูไทน์เนอร์ออกจะกล้า ๆ กลัว ๆ ยิ่งกว่าเวลาเผิญหน้ากับตัวประหลาดต่าง ๆ ที่เคยประสพพบเจอมาเสียอีก ด้วยผู้ที่อยู่ตรงหน้านั้นทั้งความสามารถและความโหดจัดได้ว่าค่อนข้างน่า กลัวกว่าจริง ๆ ยิ่งเขานึกถึงภาพเธอผู้นี้เล่นงานไลร่าจนไม่มีแม้แต่โอกาสที่ไลร่าจะร่วงลง สู่พื้นดิน หรือแม้แต่ในตอนที่เธอช่วยชีวิตเขาก็ออกจะรุนแรงอย่างมากเรียกว่าในตอนนั้น ถ้าเขาหลบสายฟ้าของเธอไม่ทันคงได้สุกเป็นสเต๊กแบบโอเวอร์คุ๊กแน่นอน

“ก็รอให้ถามอยู่ตั้งนาน...”

อาน่ากล่าวพลางพิงกับพนักพิงเก้าอี้ในขณะที่มองเขาด้วยความรู้สึกเบื่อ ๆ ทำเอาชูไทน์เนอร์ยิ้มเจื่อน ๆ ออกมาเพราะเดาใจจากท่าทางของผู้ที่อยู่ตรงหน้าไม่ออกเลยจริง ๆ ท่าทางของเธอที่ดูไม่พอใจมาตลอดจนเขาไม่กล้าถามสิ่งใดออกไปกลับกลายเป็นว่า เธอนั้นรอคอบคำถามของเขาอยู่ไปเสียได้

“ชื่อของชั้นน่ะ บางพวกก็เรียกว่าสตริฟ บางพวกก็เรียกชั้นว่าดิสคอร์เดีย บางพวกก็เรียกชั้นว่า...”

“บุตรีของเทวีแห่งราตรีนิกซ์...เอริส อย่างนั้นรึ” ทิลฟิงค์เอ่ยแทรกขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ในขณะที่อาน่าที่ดุจ้องมองมันไม่กระพริบตา ท่าทางของเธอไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจหรือโมโหแต่อย่างใด ออกจะเฉย ๆ เหมือนว่าไม่ได้ถูกขัดจังหวะการพูดที่น่าจะทำให้เสียอารมณ์ เธอกลับยิ้มแล้วพยักหน้าออกมาให้เห็นก่อนที่จะนำมือทั้งสองมาประสานกันที่ หน้าอกโดนข้อศอกเท้าไปกับที่รองมือในขณะที่พิงพนักพิงเหมือนกับกำลังสบาย อารมณ์อยู่

“นั่นเป็นชื่อที่ชั้นชอบนะ”

เธอกล่าวเพียงสั้นก่อนที่จะหลับตาแล้วยิ้มออกมา

“เทพีแห่งการแตกแยกและการเข่นฆ่า วงศ์วานแห่งเทพโครนัสไม่คิดว่าจะมาอยู่ในร่างของแม่หนูนี่ได้เลยนะ”
ทิลฟิงค์กล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจอย่างมากด้วยไม่คิดว่าแม้กระทั่งเทพก็ ถูกดึงเข้ามาอยู่ในร่างของอาน่าเช่นนี้

“งั้นคุณก็เหมือนต้าจี่รึครับ” ชูไทน์เนอร์เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยต่อจากทิลฟิงค์ในทันที

“...” เอริสนั่งเงียบให้กับคำถามของชูไทน์เนอร์อยู่ครู่หนึ่ง จึงกลับมานั่งตัวตรงแล้วตอบกับเขาไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

“ไม่เชิง แต่...จะว่ารึไงอะไรทำนองนั้นก็ได้”

‘แม้แต่เทพก็ถูกดูดกลืนได้ด้วยอย่างนั้นรึ ความสามารถของอนาคิมนี่มันเป็นยังไงกันแน่เนี่ย’ ทิลฟิงค์คิดในใจด้วยความสงสัยอย่างมากด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างจากที่ มันเคยประสพมาอย่างมาก ไม่น่าเป็นไปได้ที่การดูดกลืนดังกล่าวจะสามารถรวมเอาทั้งเทพและปีศาจสิ่งที่ ต่างกันราวกับน้ำและน้ำมันมาไว้ด้วยกันได้

“ถ้าจะถามว่าทำไมถึงได้มารวมอย่ในร่างอนาคิม ข้าเองก็คงตอบไม่ได้ แม้แต่ตัวอนาคิมเองก็คงตอบไม่ได้ด้วยเช่นกัน ดูท่าทางอนาคิมเองก็งงมาตลอดเกือบหมื่นปีเลยเชียวล่ะที่ตัวเองมีความสามารถ แบบนี้”
เอริสกล่าวอธิบายด้วยสีหน้าท่าทางที่ไม่ได้นี่หระอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น เสมอืนว่าเธอชินชาเสียแล้วที่จะต้องเป็นเช่นนี้

“พวกคุณไม่อึดอัดรึครับมาอยู่รวมกันในร่างเดียวแบบนี้น่ะ”

“ไม่หรอก ก็แค่วิญญาณ อนาคิมน่ะดูจะเป็นภาชนะขนาดใหญ่พอที่จะจุวิญญาณได้หลายดวงทีเดียว ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวเองก็ไม่ได้อยากจะเอาพวกชั้นมารวมไว้แบบนี้หรอกนะ ถ้าปล่อยออกไปได้เธอคงปล่อยไปแล้วล่ะ พวกชั้นเองก็แค่อาศัยอยู่แบบสบาย ๆ ก็ดีเหมือนกันนั่ง ๆ นอน ๆ เฉย ๆ บางทีค่อยออกมาสักที” เอริสตอบคำถามของชูไทน์เนอร์ไปพลางหลับตาเหมือนต้องการพักสายตา

“หมื่นปีเลยรึ นี่พวกเจ้าไม่คิดที่จะหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้เลยรึ” ทิลฟิงค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย อย่างต้าจี่ที่ถูกไล่ล่าการมาอยู่กับอนาคิมจึงเหมือนได้ที่พักพิงอย่างสบาย ใจทำให้เธออาจจะไม่ต้องการแยกจากอนาคิม แต่กับเอริสที่ศักดิ์และสิทธิ์เป็นเทพ การที่มาอยู่รวมเช่นนี้มันคงจะไม่ดีนักแต่เธอกลับนิ่งเฉยเหมือนไม่ต้องการ แก้ปัญหาใด ๆ เสียอย่างนั้น

“ก็ไม่รู้จะหาคำตอบจากที่ใหน เออ...จะว่าไป…”
เอริสที่พิงไปกับเก้าอี้และหลับตาอยู่ ลืมตาขึ้นมามองทิลฟิงค์แล้วเอ่ยขึ้นทันทีเหมือนนึกอะไรบางสิ่งได้

“คนที่จะตอบเรื่องนี้ได้คงต้องเป็นยัยลิลิธล่ะมั้ง ท่าทางยัยนั่นเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างแต่ไม่ยอมปริปากบอกเลย ขนาด
อนาคิมเป็นคนถามด้วยตัวเองยังถูกบอกปัดไม่ก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นอยู่บ่อย ๆ เลยเชียว”

“ลิลิธ...ราชินีแห่งความมืดน่ะรึ”
ทิลฟิงค์เอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบ ๆ ชื่อของผู้ที่ทิลฟิงค์เอ่ยถึงค่อนข้างทำให้ชูไทน์เนอร์ที่ฟังเรื่องต่าง ๆ อยู่รู้สึกแปลกใจในความสัมพันธ์ของเทพและปีศาจอย่างมาก ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาได้ยินมาว่าเทพและปีศาจเป็นอริต่อกันดูจะไม่ใช่เรื่อง จริงสักเท่าไหร่ อย่างที่ต้าจี่และเอริสมาอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าประหลาดเช่นนี้ แถมยังมามีลิลิธที่เหมือนจะสนิทกับอาน่าอีกเขาจึงเอ่ยถามเอริสออกไป

“อาน่ารู้จักกับราชินีปีศาจนั่นรึครับ”

เอริสกลับมามองชูไทน์เนอร์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะหลับตาแล้วเอ่ยขึ้น
“ท่าทางอนาคิมจะหายตื่นเต้นแล้ว ชั้นว่าให้นายไปคุยกับเจ้าหล่อนจะดีกว่า”

พลันร่างกายของอาน่าก็เปล่งสองเรืองออกมาเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะลืมตา นัยน์ตาของเธอกลับมาเป็นสีแดงอีกครั้ง อาน่าที่ลืมตาขึ้นมานั้นกระพริบตาปริบ ๆ พลางมองหน้าชูไทน์เล็กน้อยก่อนที่จะมานั่งตัวตรงเช่นที่อาน่าเป็น เธอเอามทือมาลูบผมของตนเองพลางสะบัดเล็กน้อยจนผมของที่ปรกหน้าเมื่อครู่เธอ กลับมาเป็บทรงเดิมที่แสกกลางแต่ดูยุ่งอย่างมาก อาน่าทำหน้าบึ้งพร้อมกับบ่นขึ้นทันที
“เอริสชอบทำผมของฉันเสียทรงทุกทีเลยสิน่า สงสัยต้องไปทำผมอีกแล้ว”

ชูไทน์เนอร์มองดูอาน่าด้วยความขบขัน ท่าทางของเธอตอนสะบัดผมมันดูเหมือนลูกหมาตกน้ำแล้วสะบัดขนของตัวเองเสียจริง ๆ เขายิ้มให้กับเธอแล้วเอ่ยขึ้น
“ยินดีต้อนรับการกลับมาครับ”

“ค...คะ?” อาน่าออกจะงุนงงกับคำพูดของชูไทน์เนอร์นิดหน่อย แม้จะเข้าใจว่าเป็นการแหย่ที่เธอสลับบุคลิกไปมาเช่นเมื่อครู่แต่มันนานจนเขา ถึงกับต้องกล่าวคำต้อนรับการกลับมาเลยเช่นนั้นรึ

“คุณหายไปแบบนี้ ผมว่ามันน่าเหงานิดหน่อยน่ะครับ” ชูไทน์เนอร์กล่าวหยอดคำหวานลงไปเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้อาน่ายิ้มออกมาด้วยสีหน้าแดงเรื่อได้เลยทีเดียว แต่ทิลฟิงค์กลับรู้สึกว่ามันออกจะเลี่ยน ๆ ไปสักนิดจึงเอ่ยขึ้นต่อทันที

“ข้าว่าเข้าเรื่องเถอะ ไว้ข้าหลับแล้วเชิญพวกเจ้าจีบกันให้เต็มที่เลย”

ชูไทน์เนอร์ยิ้มอย่างหนักใจให้กับทิลฟิงค์ เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้จีบอะไรอาน่าสักเท่าไหร่เสียหน่อย ก็แค่พูดอะไรหวาน ๆ ออกไปบ้างก็แค่นั้นเอง แต่ในเมื่อทิลฟิงค์บอกเช่นนั้นเขาจึงหันกลับมาหาอาน่าเพื่อถามถึงความ สัมพันธ์ของเธอกับลิลิธ ทว่าไม่ทันที่จะได้เอ่ยถามออกไป อาน่ากลับเป็นฝ่ายตอบออกมาเองเสียก่อน

“ฉันกับลิลิธเป็นเพื่อนกันน่ะค่ะ”

“หา...” ชูไทน์เนอร์ไม่ได้งุนงงต่อสิ่งที่อาน่าตอบ แต่งุนงงต่อการที่อาน่าสามารถตอบได้ทั้งที่เขายังไม่ได้ หรือว่าในขณะที่บุคลิกของเอริสทำงานอยู่ อาน่าก็รับรู้ร่วมกันไปได้เช่นนั้นรึ
“อาน่ารู้ได้ยังไงน่ะครับว่าผมจะถามว่าอะไร”

“ก็เมื่อกี้คุณถามเอริสแบบนั้น แล้วเอริสก็โยนให้มาถามฉันนี่คะ”

“ถ้าแบบนั้นแล้วตอนที่ต้าจี่ขึ้นมากอดผมแบบนั้น พอเปลี่ยนมาเป็นคุณ ทำไมท่าทางคุณตกใจเหมือนไม่ทันได้ตั้งตัวล่ะ”
ชูไทน์เนอร์ถามถึงสิ่งที่เขาสงสัยออกไปเพราะมันแปลกที่เหมือนรับรู้และไม่ รับรู้บางสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้

อาน่ายกมือขึ้นมาส่ายไปมาเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มแล้วอธิบายให้ชูไทน์เนอร์เข้า ใจ
“คือ รูปแบบการรับรู้มันเป็นไปได้หลายแบบน่ะค่ะ ปกติฉันสามารถควบคุมทั้งต้าจี่และเอริสได้ก็จริง แต่ก็บ่อยครั้งที่ไม่สามารถรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ อย่างกรณีต้าจี่ที่เป็นปีศาจจะมีปัญหาบ่อย ๆ ว่าฉันที่อยู่ภายในไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้าจี่กำลังทำอยู่ได้โดยตรง รับรู้ได้แต่เพียงความนึกคิดเท่านั้นเอง”

“เหมือนที่คุณเคยบอกผมสินะครับว่า เธอไม่ได้กะจะทำอะไรผมแบบนั้นเธอแค่แหย่เล่น ๆ” ชูไทน์เนอร์นึกถึงสิ่งที่อาน่าเคยกล่าวไว้ว่าต้าจี่ที่ชอบยั่วยวนเขานั้น เป็นเพียงการแหย่เล่น ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร

“เป็นสภาพที่ดูวุ่นวายเสียจริงนะ ว่าแต่ทำไมผู้ที่ใกล้เคียงเทพอย่างเจ้าถึงได้ไปมักจี่กับปีศาจอย่างลิลิธได้ เล่า” ทิลฟิงค์บ่นขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะทิ้งคำถามลงไป

อาน่าเอานิ้วมือมาแตะที่ริมฝีปากของตนเองพลางส่ายสายตาเหมือนกำลังนึกว่าตน เองควรจะตอบว่าอย่างไรดี
“อืม...คงเพราะเราทั้งสองไม่ได้มีปัญหาอะไรกันมาก่อน แถมลิลิธเองยังดูจะเป็นมิตรกับฉันมากเลยล่ะ ก็ตอบไม่ได้หรอกนะว่าทำไม แต่ฉันคิดว่าเธอจริงใจที่จะผูกมิตรกับฉัน แค่นี้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้ว และก็...”

อาน่าเปลี่ยนท่าทางจากที่ครุ่นคิดมาเป็นยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่ได้พูด ถึงลิลิธ
“เธอไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ซ้ำยังใจดีแล้วก็เป็นคนที่อบอุ่นมากด้วยยามที่อยู่ใกล้ ๆ ฉันรู้สึกเหมือนได้อยู่กับแม่ของตัวเองเลยเชียวล่ะ”

“โห...เช่นนั้นรึ” ทิลฟิงค์ตอบรับ แม้สิ่งที่อาน่าเล่าออกมานั้นดูจะขัดแย้งจากตำนานต่าง ๆ ที่เล่าขานถึงนางปีศาจตนนี้ แต่มันไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเพราะมันเองก็เคยพบลิลิธมาแล้ว ซึ่งลักษณะของลิลิธก็คล้ายกับที่อาน่าเล่าออกมา เพียงแต่มันไม่ได้ไปสัมผัสอย่างใกล้ชิดก็เท่านั้นเอง

อาน่าเปลี่ยนจากการยิ้มกว้างมาเป็นยิ้มแหย่ ๆ ก่อนที่จะเบือนหน้าหลบทิลฟิงค์เล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น
“แต่เราต้องไม่นับนิสัยขี้หงุดหงิด ชอบใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา แล้วก็นิสัยชอบไปท้าตีท้าต่อยกับคนอื่น ๆ น่ะนะคะ”

คำตอบอย่างหลังของอาน่าทำให้ชูไทน์เนอร์นึกถึงเพื่อนคนที่อาน่าเคยกล่าวถึง ตอนที่เล่นทัมบลิ้งทาวเวอร์ ซึ่งน่าจะหมายถึงลิลิธ มันพอจะบอกได้ว่าถึงเธอคนนั้นจะเป็นคนขี้หงุดหงิดและโมโหร้าย แต่การที่อาน่ากล่าวอย่างมียิ้มแย้มและความสุขย่อมแสดงว่าเธอคงไม่ใช่คนร้าย แต่อย่างใด เพียงแค่อาจจะมีข้อบกพร่องบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครในโลกสมบูรณ์แบบอยู่แล้วแน่นอน

“กลับเข้าเรื่องเถอะครับ ผมว่าผมกำลังถูกต้าจี่กับเอริสพาลงข้างทางจากเรื่องที่ผมต้องการทราบเลย”

อาน่ากระพริบตาปริบ ๆ พลางอมยิ้มให้กับชูไทน์เนอร์ แล้วจึงเอ่ยรับออกมา
“ค่ะ ถามมาได้เลยค่ะ”

“คุณอาน่าเป็นมังกรจริง ๆ รึครับ” ชูไทน์เนอร์พูดพลางอ้าแขนทั้งสองวาดเป็นวงขนาดใหญ่เพื่อเทียบกับอาน่ายามที่ แปลงร่างเป็นมังกร มันช่างดูใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่ง แต่เขาก็รู้สึกประทับใจอย่างมากที่ได้เห็นอะไรเช่นนั้น เหมือนเป็นเด็ก ๆ ที่ตื่นเต้นเวลาเห็นสัตว์ประหลาดที่ตัวเองชื่นชอบมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

อาน่าเอาฝ่ามือข้างหนึ่งมาจับที่แก้มของตนเองพลางยิ้มอย่างหนักใจก่อนที่จะ ถามชูไทน์เนอร์กลับไป
“ฉันว่ามันน่าแปลกใจมากกว่านะคะ ที่ดูคุณจะไม่สนใจกลัวเลยว่าฉันแปลงเป็นมังกรตัวมหึมาแบบนั้นได้”

ชูไทน์เนอร์ที่ยกมือยกไม้วาดเป็นมังกรตัวใหญ่ค้างท่าไว้แบบนั้นพลางมองอาน่า อย่างนิ่งเฉย เขาจดจ้องอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อย ๆ หัวเราะออกมาเรื่อย ๆ จนอาน่าดูจะตกใจกับปฏิกิริยาของชูไทน์เนอร์มากกว่า เขาพยายามกลั้นเสียงหัวเราะไว้จนดูเหมือนเหนื่อยกับความพยายามดังกล่าว เขายิ้มแล้วตอบอาน่าออกไปอย่างช้า ๆ
“ผมมันคนแปลก ๆ อยู่แล้วล่ะครับ คงเป็นเหมือนเด็กล่ะมั้งครับที่ฝันว่าอยากเจอฮีโร่ หรือสัตว์ประหลาด พอสิ่งนั้นมาปรากฏอยู่ตรงหน้าก็เลยไม่รู้สึกกลัว แต่กลับวิ่งเข้าใส่ด้วยความดีใจแทน”

“อีกอย่างนะครับ มังกรตัวนั้นท่าทางจะทำอาหารเก่ง ผมเลยไม่กังวลว่าจะถูกจับมันกินน่ะครับ” เขาตอบพร้อมกับแหย่อาน่าที่ดูจะชอบทำอาหารออกไป แต่ในใจเขาก็คิดเช่นนั้นจริง ๆ

ใบหน้าของอาน่าแดงเรื่อด้วยความรู้สึกดีใจที่ตนเองไม่ได้ถูกตั้งแง่รังเกียจ แต่อย่างใด กลับกลายเป็นว่าเขาออกจะชอบที่เธอเป็นแบบนั้นไปเสียด้วยซ้ำ อาน่านักยิ้มอยู่ครู่หนึ่งจึงได้ตอบคำถามที่ชูไทน์เนอร์ถามไว้เมื่อครู่ด้วย ใบหน้าที่ยังเปื้อนยิ้ม
“ก็ไม่ใช่เผ่ามังกรแท้ ๆ หรอกค่ะ โดยตัวฉันเองก็ไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นเทพแท้ ๆ เพราะสภาพตัวเองเป็นเพียงสิ่งที่ถกสร้างขึ้นมาให้เหมือนเทพ แต่ก็ไม่ใช่เทพ ที่เรียกกันว่า ‘เนฟิลิม’ นั่นล่ะค่ะ”

‘เนฟิลิม’

ชูไทน์เนอร์นั่งนึกถึงคำ ๆ นี้ซึ่งเขาเคยอ่านผ่านหูผ่านตามาบ้างทั้งจากในหนังสือและอินเตอร์เน็ต มันเป็นเผ่ายักษ์ที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ จากหลายที่มักกล่าวว่าเผ่านี้มีขนาดใหญ่โตกว่ามนุษย์มาก หากแต่เมื่อเขานั่งมองอนาคิมที่รูปร่างเล็กกว่าเขาพอสมควรจนไม่น่าเรียกว่า ยักษ์ได้เลย เพียงแต่ดูท่าทางเธอจะมีกำลังมากอยู่ทีเดียวจากที่เธอเคยอุ้มเขาได้อย่าง สบาย ๆ

“ผมไม่เห็นว่าอาน่าจะเหมือนยักษ์ตรงใหนเลย” เขาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาคิดในใจ

“ง...งื่อ~~ ฉันเป็นเนฟิลิมจริง ๆ นะ” อาน่าครางพลางตอบด้วยเสียงงอแงเหมือนเด็ก ๆ ดูท่าทางเธอจะยืนยันหนักแน่นว่าเธอเป็นชนเผ่ายักษ์ที่ว่ากันว่าสูงกว่า มนุษย์ปกติสามถึงห้าเท่าให้ได้เลยจริง ๆ จนชูไทน์เนอร์เอามือไปตบหัวของอาน่าเบาสองสามทีก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำ เสียงขบขันนิด ๆ

“เชื่อคร้าบ ผมเชื่อแล้วคร้าบ”

“งื่อ~~”
อาน่าที่ถูกทำเช่นนั้นได้แต่ปั้มหน้ายุ่งแล้วครางใส่ชูไทน์เนอร์เท่านั้น แม้ว่าชูไทน์เนอร์ดูจะไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ไม่ใช่กับทิลฟิงค์ที่ฟังอยู่ด้วย มันรู้ดีว่าอาน่าไม่ใช่เทพ และไม่ใช่ปีศาจ และไม่เชิงว่าเป็นมนุษย์ เป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการใดการหนึ่งแน่นอน เพียงแต่ไม่มีผู้ใดตอบได้ว่าเผ่าเนฟิลิมเกิดขึ้นมาและคงอยู่เพื่อสิ่งใดกัน แน่ ครั้งนี้มันจึงถือโอกาสถามไปในทันที

“งั้นข้าของถามเจ้าหน่อยก็แล้วกัน ว่าพวกเจ้าเกิดมาเพื่อการใดกันแน่ เผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามแห่งเทพ ‘เนฟิลิม’”

อาน่ามองทิลฟิงค์ด้วยสายตาที่เยือกเย็น เธอรู้ดีว่าเจ้าอาวุธชิ้นนี้มีความคิดความอ่านที่ค่อนข้างกว้างไกลอย่างมาก รวมถึงความสามารถที่มันมีจนผู้คนที่รู้จักขนานนามให้ว่า ‘เทพบันดาลสุข’ เธอยิ้มให้กับทิลฟิงค์เล็กน้อยก่อนที่จะตอบมันไป

“เนื้อแท้คือเพื่อสงครามตัดสินชี้ขาดระหว่างพระเจ้าและซาตาน เพียงแต่ฉันได้รับหน้าที่ให้ดูแลประตูมิติไปด้วย ก็เลยมีนำทัพเนฟิลิมออกมาปะทะกับพวกศัตรูที่มาจากมิติอื่นอยู่เนือง ๆ”

‘นำทัพ’
คำ ๆ นี้ทำให้ชูไทน์เนอร์ออกจะงุนงงเล็กน้อย หมายความว่าอาน่ามีพวกอีกมากมายจนถึงขั้นเป็นกองทัพเลยเช่นนั้นรึ แถมยังนำทัพหมายความว่าอาน่าเป็นแม่ทัพของพวกเนฟิลิมเชียวรึ คำถามผุดขึ้นในใจจนทำให้เขาต้องถามออกไป

“อาน่าเป็นแม่ทัพของพวกเนฟิลิมรึนี่”

อาน่าไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแต่หันมามองเขาและยิ้มให้เท่านั้น แต่ทิลฟงค์กลับเป็นผู้ที่เอ่ยตอบคำถามของชูไทน์เนอร์แทนอาน่า
“ถ้านางคือเพลิงพิสุทธิ์อนาคิมล่ะก็ นางไม่ใช่แค่แม่ทัพหรอก แต่นางเป็นเจ้าหญิงของเผ่าเนฟิลิมเลยก็ว่าได้”

อาน่ายกมือขึ้นมาส่ายไปมาด้วยใบหน้าที่เขินอายพอสมควร ในขณะที่ชูไทน์เนอร์ออกจะตะลึกพอสมควรที่คนรักของเขามีตำแหน่งอะไรที่ดูสูง ส่งเช่นนั้น
“ไม่หรอกค่ะ ก็เป็นเพียงแค่ตำแหน่งที่ติดตัวมาเฉย ๆ ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่จริงจังอะไรหรอกค่ะ”

“งั้นรึครับ แต่ยังไงผมคิดว่าผมคงเด็ดดอกฟ้าไว้ได้จริง ๆ อยู่ดีนั่นล่ะ”

ชูไทน์เนอร์ที่เริ่มหยอกคำหวานอีกครั้ง ทำให้ทิลฟิงค์รู้สึกว่าควรแก่เวลาที่มันจะปิดหูปิดตาไม่สนใจอะไรสักพักอย่าง น้อยก็เพื่อเพิ่มพลังทดแทนที่เสียไปด้วย มันจึงเอ่ยบอกแก่คนทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่ออกจะเบื่อหน่ายเล็กน้อย
“ข้าว่าข้าจะหลับละ เชิญคู่ใหม่ปลามันจีบกันได้เต็มทีเลย...แต่อย่างที่พี่สาวของเจ้าบอกไว้ อย่ามาทำอะไรกันเสียงดังจนข้าตื่นนะ”

“งื่อ~~” อาน่าครางออกมาเมื่อคิดตามสิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวก่อนที่จะหันมามองชู ไทน์เนอร์ด้วยสีหน้าที่ดูเขินอายพอสมควรก่อนที่จะเอ่ยขึ้น

“ก็ถ้า...เป็นความต้องการของคุณชูไทน์ ฉันก็ไม่ขัดขืนหรอกค่ะ”

‘คิดไปถึงใหนกันนี่อาน่า หน้าตาผมมันหื่นถึงขนาดนั้นเลยรึ’
ชูไทน์เนอร์คิดในใจต่อการรับมุกของอาน่าต่อทิลฟิงค์ที่ทำให้เขาดูเหมือนึน หื่นกามอย่างบอกไม่ถูก

คืนนั้นอาน่าและชูไทน์เนอร์พูดคุยกันหลายเรื่องทีเดียว ท่าทางของอาน่านั้นดูจะมีความสุขมาก ๆ กับการที่ได้พูดคุยกับชายผู้เป็นที่รักราวกับว่าเธอรอคอยที่จะได้พูดคุยกับ เขามายาวนานเสียเหลือเกิน สำหรับตัวเขาเองมันก็เป็นการเรียนรู้อาน่าอย่างหนึ่งเขาจึงไม่เบื่อที่จะแลก เปลี่ยนความคิดหรือประสบการณ์ต่าง ๆ จากการพูดคุยทำให้เขารู้จักอาน่าลึกซึ้งมากขึ้น แม้ว่าเธอจะไม่ใช่มนุษย์ แต่ทุกอย่างของเธอนั้นไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์สักเท่าไหร่ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก หรือนิสัยใจคอ รวมไปถึงความคิดความอ่านด้วย จะมีเพียงนิสัยของเธอที่เหมือนเด็ก ๆ มันปรากฏให้เห็นชัดเมื่อยามอยู่กับเขา นั่นคงเป็นความรู้สึกที่เป็นกันเองอาน่าจึงได้กล้าแสดงออกมาตรง ๆ เช่นนั้น

ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นานจนอาน่ากลายเป็นฝ่ายที่ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว เธอนอนฟุบไปบนเตียงข้าง ๆ ของชูไทน์เนอร์ ท่าทางของเธอนั้นดูจะหลับสนิทเหมือนไม่สนใจสิ่งใดรอบข้างเลย ชูไทน์เนอร์เอามือมาลูบศีรษะของอาน่าเบา ๆ หลายครั้งซึ่งทุกครั้งอาน่าก็จะครางเบา ๆ ออกมาดูไปแล้วเขาว่าก็น่ารักดี อย่างที่เขาคิด

‘เธอเหมือนเด็กเล็กจริง ๆ’

เขายิ้มอย่างสบายใจ แม้จะตอบไม่ได้วาอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่เวลานี้เขาก็มีความสุขมากพอดูแล้ว จนทำให้เขาคิดไม่ออกเลยว่าถ้าสะสมโซลให้ทิลฟิงค์ครบเขาจะขอพรอะไรดี เขาส่ายศีรษะตนเองเพื่อสลัดความคิดต่าง ๆ ออกไปก่อนที่จะค่อย ๆ ไถลตัวลงไปกับเตียง เขาหันไปมองด้านนอกที่มีหิมะลงมา อาการในห้องไม่ได้หนาวนักจัดว่ากำลังเย็นสบาย เขาหันกลับมามองอาน่าที่หลับอยู่แล้วยิ้มพร้อมทั้งเอ่ยขึ้น

‘ราตรีสวัสดิ์นะอาน่า’
--------------------------------------

ท่ามกลางค่ำคืนที่จ้อกแจ้กจอแจในเมือง เหล่าผู้คนมากมายเดินไปมาด้วยช่วงเวลายามค่ำก็ยังมีคนออกมาหาอะไรทาน หรือเดินชมหิมะอยู่ภายในเมือง ในซอกตึกที่มืดมิดด้วยแสงไฟจากภายนอกเข้าไปไม่ถึงชายหนุ่มผู้หนึ่งมีรายแผล เป็นเล็ก ๆ ที่กลางหน้าผากยืนมองบางสิ่งที่อยู่กับพื้น มันเป็นเพียงกองขี้เถ้ากองใหญ่ที่กองอยู่เหมือนรูปร่างมนุษย์ ชายหนุ่มผู้นั้นหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟแล้วสูบพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ครู่ หนึ่ง จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร

“ยังไม่เจอเป้าหมาย แต่ก็มีพวกรายทางมาให้เก็บนิดหน่อย...”

“ไม่ครับ ไม่มีปัญหาอะไร”

“...อืม ผมมีเรื่องฝากให้ช่วยตรวจสอบหน่อย”

เขาเงียบไปอีกครั้งก่อนที่จะหันมามองกองขี้เถ้าที่เริ่มถูกหิมะทับถามมาก ขึ้นเรื่อย ๆ

“อยากจะให้ตรวจสอบสักหน่อยว่าที่เมืองนี้ มีเรื่องอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นบ้างรึเปล่า คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องมีใครบ้าง ขอข้อมูลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยนะครับ”

เขาวางสายที่คุยเมื่อครู่ ไม่นานนักก็มีเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามาในโทรศัพท์ของเขา เขาจึงยืนมองโทรศัพท์ของตนเอง พร้อมทั้งกดดูข้อความบางอย่างด้วยสีหน้าหนักใจอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักใจต่อทั้งข้อความที่ได้รับ และสิ่งที่เกิดขึ้น
“เรื่องวุ่นวายกว่าที่คิดซะแล้ว จะได้กลับไปทันช่วงวันหยุดของยัยนั่นรึเปล่านะ”
----------------------------------

ชูไทน์เนอร์นอนพักอยู่ในโรงพยาบาลสองวันเต็ม ๆ ถึงได้กลับมาพักต่อที่บ้านโดยมีลิเน็ตและสเตฟานกลับมาส่ง พี่สาวและพี่เขยของเขาไม่กังวลสักเท่าไหร่ด้วยเวลานี้มีอาน่ามาคอยดู และคอยควบคุมได้ด้วยในตัว เพราะสองวันที่อยู่ที่โรพยาบาลนั่นอาน่าสามารถดูแลชูไทน์เนอร์ได้ดีเสียยิ่ง กว่านางพยาบาลเสียอีก และยังดูไม่ได้วุ่นวายมากจนเกินงามทำให้ลิเน็ตค่อนข้างพอใจในตัวอาน่าอย่าง มากเลยทีเดียว

พวกเขากลับมาบ้านในตอนช่วงเย็น ซึ่งอาน่านั้นตัดสินใจที่จะนอนค้างบ้านชูไทน์เนอร์สักคืนเพื่อดูอาการของเขา ให้แน่ใจ ด้วยถึงแม้ชูไทน์เนอร์จะบอกว่าแข็งแรงดีแล้ว แต่อาน่านั้นไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ ด้วยใหนจะอาการไข้ แถมยังต้องไปออกแรงในการต่อสู้ถึงสองครั้งด้วยระยะเวลาที่ไม่ห่างกันซึ่งมัน คงใช้พลังไปมากพอที่จะบั่นทอนกำลังกายไปพอสมควร ลิเน็ตนั้นแม้จะไม่เข้าใจกับความคิดของอาน่านักด้วยไม่ทราบความจริงของ เรื่องต่าง ๆ แต่เธอก็เห็นดีเห็นงามด้วยความห่วงใยน้องชาย และแน่นอนว่าสเตฟานก็ไม่ได้แย้งอะไรเขากลับแหย่ชูไทน์เนอร์เล่น ๆ ไปเสียด้วยซ้ำ

“อยู่กันในบ้านเพียงลำพังแล้ว ก็โรแมนติกกันให้มาก ๆ ล่ะ”

จนทำให้ชูไทน์เนอร์นั้นออกจะหนักใจเล็กน้อย เขาไม่เคยชินที่จะมีคนอื่นมาอยู่รวมกับเขานักยกเว้นแต่พี่สาวของเขา ที่อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก กระนั้นมันก็แค่ความหนักใจเล็กน้อย ลึก ๆ เขาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรฝึกไว้ให้เคยชินถ้าคิดจะคบกับ
อาน่าไปอีกนาน ๆ ด้วยเธอคงตองมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขาเป็นแน่

ด้านอาน่าที่ตัดสินใจจะนอนค้างบ้านของชูไทน์เนอร์นั้นหาได้แสดงอาการเขิน อายออกมาแม้แต่น้อย ดูท่าทางเธอจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำไปเพราะเธอไม่ได้คิดอะไรมากเกิน ไปกว่าต้องการดูแลชายที่รักก็เท่านั้นเอง เพียงแต่อาน่าที่มาถึงยังที่บ้านของชูไทน์เนอร์นั้นออกจะให้ความสนใจสิ่งที่ อยู่ในตู้เย็นพอสมควร เธอพยายามคิดเมนูอาหารให้เขาทานในเย็นวันนี้จนเรียกได้ว่าดูอาน่าจะเคร่ง เครียดกับเมนูอาหารเสียมากกว่าเรื่องที่ต้องมานอนค้างกับเขา

เมื่อลิเน็ตและสเตฟานที่พาชูไทน์เนอร์และอาน่ามาส่งที่บ้านพร้อมทั้งตรวจดู ความเรียบร้อยแล้ว จึงพากันกลับบ้านของตนเองไป ให้อาน่านั้นดูแลชูไทน์เนอร์ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี อาน่านั้นดูทำความสะอาดบ้านนิดหน่อยและเข้าครัวไปปล่อยให้ชูไทน์เนอร์นั้น นอนแผ่หราสบายในห้องรับแขกข้างล่าง ซึ่งชูไทน์เนอร์ที่สวมทิลฟิงค์ไว้ก็โดนแซวอยู่เนือง ๆ ด้วยเวลานี้เขาออกจะสบายราวกับเจ้านายที่มีคนคอยรับใช้ แถมคนรับใช้ที่ว่ายังเป็นเจ้าหญิงเสียด้วย แม้เขาจะไม่ได้คิดว่าอาน่าเป็นคนใช้อะไร แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตของเขามันคงจะสบายแบบนี้จริง ๆ เพราะอาน่านั้นดูจะเป็นแม่บ้านแม่เรือนอย่างมาก ซึ่งก็อย่างที่เธอบอก เธอเป็นเจ้าหญิงเพียงแค่ในนามแต่ชีวิตของเธอไม่ได้อยู่อย่างเจ้าหญิงไม่ เธอจึงถนัดที่จะทำอะไรต่อมิอะไรเช่นนี้เสียมากกว่า

เขานอนมองอาน่าที่ทำอะไรกุ๊กกิ๊กอยู่ภายในครัวด้วยความสนใจ เขาแทบจะลืมเรื่องของพวกมัลตินไปเสียเกือบหมดแล้ว การได้ใช้ชีวิตสงบ ๆ มีคนที่รักอยู่ใกล้ ๆ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก มันอาจจะเป็นคำตอบในชีวิตที่เขาต้องการก็เป็นได้

ปิ๊งป็อง~

เสียงกริ่งดังขึ้นท่ามกลางความสงสัยของชูไทน์เนอร์ ใครกันที่มาหาเขาเอาตอนเวลาเย็น เช่นนี้จะบอกว่าเป็นคุณโคเฮนคงไม่ใช่แน่ ๆ เพราะรายนั้นถ้ามีอะไรมักมาในช่วงเช้า เขาลุกขึ้นมาพร้อมกับตะโกนบอกอาน่าไป
“เดี๋ยวผมไปเปิดประตูเอง อาน่าทำต่อไปเถอะ”

อาน่าที่เดินออกจากครัวมาดูพยักหน้ารับ พลางมองตามชูไทน์เนอร์ที่เดินออกจากบ้านไป ท่าทางของเธอดูเหมือนจะรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง เพียงแต่ไม่ชัดเจนพอจะบอกได้ว่ามันคืออะไรเท่านั้นเอง เธอจึงเดินไปหรี่เตาแก๊สแล้วเดินตามชูไทน์เนอร์ไปทันที

ที่หน้าบ้านชูไทน์เนอร์เปิดประตูด้วยความรู้สึกประหลาดใจที่มีใครมาหาเขาใน เวลานี้ ชายที่อยู่เบื้องหน้ารูปร่างสูงกว่าเขาเล็กน้อย ไว้ผมค่อนข้างยาวแต่รวบไว้ข้างหลังอย่างดี เขามีแผลเป็นที่หว่างคิ้วแต่ไม่ได้ทำให้ชายผู้นี้ดูน่ากลัวนัก ด้วยเพราะหน้าตาของเขานั้นดูเป็นคนสุภาพไม่ได้ดุร้ายแต่อย่างใด เขาใส่เสื้อโค้ทสีดำยาว ข้างในเป็นเพียงเสื้อยืดสีดำที่มีกางเกงสีดำทับอยู่ เขาจ้องมองแล้วเอ่ยถามต่อชูไทน์เนอร์อย่างสุภาพ

“ที่นี่...บ้านของคุณชูไทน์เนอร์ นาวดาส ใช่รึเปล่าครับ”

ชูไทน์เนอร์พยักหน้ารับก่อนที่จะเอ่ยกับชายแปลกหน้าไป
“ครับ ผมเองชูไทน์เนอร์ นาวดาส แล้วคุณมีธุระอะไรรึครับ”

ชายแปลกหน้าสอดมือล้วงไปในเสื้อโค้ทพร้อมกับหยิบบัตรบางอย่างออกมาก่อนที่จะ ส่งมาให้ชูไทน์เนอร์พร้อมกับตอบคำถามออกไป
“ผมเป็นเจ้าหน้าที่จากวาติกัน ชื่อเทอเรล ฮิลด์ครับ มีเรื่องอยากจะสอบถามคุณเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่โบสถ์โคนิซสตราสสัก หน่อยน่ะครับ”

ชูไทน์เนอร์รับบัตรมาดู มันเป็นบัตรที่แจ้งสถานะว่าเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษจากวาติกัน เขาออกจะแปลกใจพอสมควรที่วาติกันมีหน่วยงานอะไรแบบนี้ด้วย แถมยังมาสอบสวนยังกับว่าเป็นตำรวจเสียอย่างนั้น แต่มันก็คงไม่แปลกอะไรเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่โบสถ์มันออกจะเป็นเรื่องใหญ่ โตพอสมควร

‘สำเนียงเหมือนคนเยอรมันแฮะ วาติกันนี่มีสาขาทั่วโลกเลยรึไงหว่า’

เขาดูอยู่ครู่หนึ่งจึงคืนบัตรให้ฮิลด์ไป แล้วเปิดประตูให้กว้งขึ้นพร้อมทั้งเชิญเขามาคุยในบ้าน
“เชิญครับผม คิดว่าในบ้านดูจะอุ่นกว่ามายืนคุยข้างนอกนะครับ”

ฮิลด์ก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการขอบคุณพร้อมทั้งเดินตามชูไทน์เนอร์เข้าไปใน บ้าน ด้านอาน่านั้นดูชายแปลกหน้าที่เดินเข้ามาพร้อมกับชูไทน์เนอร์ก่อนที่จะ อมยิ้มเหมือนว่ากำลังพอใจอะไรบางสิ่งอยู่ เธอเอานิ้วมือแตะริมฝีปากของตนเองก่อนที่จะเอ่ยอะไรบางอย่างขึ้นมาเบา ๆ แล้วเดินกลับเข้าครัวไปด้วยท่าทางที่ดูจะสบายอกสบายใจอย่างมาก

ฮิลด์ที่เดินตามชูไทน์เนอร์อยู่ครู่หนึ่งมองไปรอบ ๆ ตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาหยุดเดินแล้วเอ่ยถามต่อชูไทน์เนอร์ในทันที
“คุณชูไทน์เนอร์ครับ ผมขอถามอะไรตรง ๆ ก่อนก็แล้วกันนะครับ”

“ครับ?” ชูไทน์เนอร์หันไปมองฮิลด์ที่หยุดเดิน เขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ว่าฮิลด์มีเรื่องอะไรเร่งรีบถึงได้รีบถามเช่น นี้ทั้งที่เดินไปอีกไม่เท่าไหร่ก็เข้าไปในบ้านแล้ว คุยกันแบบอุ่น ๆ น่าจะดีกว่าแท้ ๆ

“คุณ...เป็นผู้ครอบครองทิลฟิงค์สินะครับ”

จบคำของฮิลด์ทำเอาชูไทน์เนอร์ตกตะลึงอย่างมาก เขากระโดดถอยห่างออกจากฮิลด์ในทันที พร้อมทั้งดึงทิลฟิงค์ที่สวมไว้ปลดผนึกออกเป็นดาบขนาดใหญ่แล้วกล่าวถามออกไป ด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว
“นาย!!! พวกของมัลตินยังงั้นรึเนี่ย!!”

ฮิลด์ไม่ได้ตอบสิ่งใดเขาเอามือมาลูบคางตนเองช้า ๆ ในขณะที่มองชูไทน์เนอร์อย่างเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่ง เขาเอื้อมมือขวาเข้าไปในเสื้อโค้ทบริเวณด้านซ้ายของเอวพร้อมทั้งดึงดาบออกมา ถืออย่างช้า ๆ ดาบเล่มนั้นเป็นดาบแบบอัศวินยุโรป ขนาดค่อนข้างเรียวเล็กกว่าทิลฟิงค์ ตัวดาบมีความยาวพอสมควรและมีอักษรสลักไว้เล็กน้อย กั่นดาบมีสลักลวยลายและข้อความไว้เช่นกัน ตัวที่ยึดด้ามดาบไว้มีสีทองดูสวยงามอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ดังกล่าวทำให้ทิลฟิงค์ที่พิจารณาดาบของฮิลด์รู้สึกประหลาดใจ อย่างมาก จนเผลอกล่าวออกมา

“...ดาบเล่มนี้ ไม่น่าเชื่อ!!!”

ฮิลด์ที่ได้ยินเสียงทิลฟิงค์พูดออกมาไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าการที่ดาบจะพูดได้ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาเป็นเรื่องธรรมดาเสีย อย่างนั้น เขายกดาบขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวตั้งดาบเป็นแนวตั้งอยู่ในท่าพร้อมสู้ เช่นเดียวกับทางด้านชูไทน์เนอร์ที่ยกดาบขึ้นเฉียงไปกับลำตัวอยู่ในท่าพร้อม สู้เช่นกัน

“ไม่กะให้ได้นอนพักยาว ๆ บ้างเลยเชียวนะ”
ชูไทน์เนอร์กล่าวพร้อมกับพุ่งเข้าประดาบกับฮิลด์ทันที

เคร้ง!!!

แรงเหวี่ยงทิลฟิงค์ของชูไทน์เนอร์เข้าปะทะกับดาบของฮิลด์จนเสียงดังลั่น หากแต่ท่าทางของฮิลด์นั้นหาได้สะทกสะท้านไม่ เขาสามารถใช้มือเพียงข้างเดียวถือดาบรับทิลฟิงค์ได้อย่างง่ายดาย ทิลฟิงค์เข้าชะงักที่ด้ามดาบของฮิลด์ซึ่งถือให้ปลายยาวลงสู่เบื้องล่าง สายตาของฮิลด์จับจ้องมายังชูไทน์เนอร์ด้วยแววตาที่ดูแปลกประหลาดยิ่ง มันไม่ใช่แววตาที่เหมือนดูถูกหรือต้องการประหัตประหารผู้ใด แต่ออกจะเป็นแววตาที่คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ด้วยความสงสัย

ฮิลด์ที่รับดาบของชูไทน์เนอร์ไว้สะบัดดาบออกอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ชูไทน์เนอร์ซึ่งตกตะลึกกับการถูกรับดาบได้อย่างง่ายดายผงะถอยออกไป ข้างหลังในทันที เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับฮิลด์ที่เข้ามาประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว คมดาบจำนวนมากประเคนใส่เขาอย่างไม่ยั้ง แม้ว่าชูไทน์เนอร์จะรับไว้ได้ทั้งหมดแต่มันทำให้เขาไม่มีจังหวะที่จะโต้ ตอบกลับไปแม้แต่น้อย กลายเป็นว่าเขาโดนไล่บี้อยู่ฝ่ายเดียว

ชูไทน์เนอร์ตัดสินใจเอาด้ามของทิลฟิงค์รับคมดาบของฮิลด์ แม้มันจะทำให้เขาต้องกระเด็นไปด้านหลังแต่มันก็พอจะทำให้เขามีช่วงเวลาตั้ง ตัวได้บ้าง

เคร้ง!!!

แรงปะทะจากดาบของฮิลด์ส่งผลให้ชูไทน์เนอร์ถอยไปข้างหลังจริง ๆ แต่เขาเป็นคนที่ส่งแรงให้การถอยมีช่วงจังหวะที่ยาวมากพอเพื่อจะพุ่งตัวเข้า ใส่ฮิลด์ได้ ชั่วพริบตาที่เขาถูกกระแทกไปเขารีบใช้แรงที่มีอยู่ยันพื้นแล้วพุ่งตรงเข้าหา ฮิลด์ตามแผนที่เขาวางไว้ทันที

หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่าฮิลด์เองก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว มือข้างซ้ายของฮิลด์ที่เคยว่างอยู่บัดนี้มีดาบอีกเล่มมาปรากฏอยู่ในมือ ดาบเล่มนั้นเปล่งแสงออกมารอบ ๆ ตัวดาบ ฮิลด์ใช้ดาบทั้งสองเล่มไขว้กันเป็นรูปกากบาทปัดทิลฟิงค์ที่พุ่งเข้าแทงจน เปลี่ยนทิศลงไปตกสู่เบื้องล่าง ก่อนที่เขาจะโดนฮิลด์เตะลอยไปกระแทกเข้ากับตัวบ้านใกล้ประตูเสียงดังโครม ใหญ่ ถึงแม้ว่าแรงเตะของฮิลด์จะไม่ได้แรงอะไรนักแต่มันก็ทำให้ชูไทน์เนอร์เสีย จังหวะไปอย่างมาก

“บ้านา!! ดาบเรืองแสงเล่มนั้น!!” ทิลฟิงค์ที่ถูกดาบทั้งสองปัดกล่าวออกมาด้วยอาการตกใจอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ทิลฟิงค์ดูจะตกตะลึงกับอาวุธของคู่ต่อสู้ราวกับว่าได้พบ กับสิ่งที่ไม่คาดคิด

“ชิ!!” ชูไทน์เนอร์ที่ถูกเตะจนไปนั่งพิงอยู่ข้างประตูบ้านสบถขึ้นด้วยความเจ็บใจ ในขณะที่พยายามลุกขึ้นนั่นเอง ปลายดาบเล่มที่เรืองแสงของฮิลด์ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว แม้ฮิลด์จะไม่ได้กล่าวอะไรออกมาแต่สภาพเช่นนี้ชูไทน์เนอร์ก็รู้ดีว่าเขาได้ พ่ายแพ้ให้กับชายที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว ซึ่งในสภาพนี้ทำให้เขาไม่อาจจะขยับเขยื้อนไปใหนได้จึงได้แต่นั่งนิ่ง ๆ เช่นนั้น

แอ๊ด~

ประตูบ้านเปิดออกอย่างช้า ๆ อาน่าเดินออกมาอย่างใจเย็นโดยในมือของเธอถือถาดใส่จานคุกกี้และกาน้ำชา พร้อมกับถ้วยสามใบ เธอหยุดมองฮิลด์อยู่ครู่หนึ่งจึงผินหน้าลงมามองชูไทน์เนอร์ที่นั่งนิ่งถูก ดาบจ่อหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยหาได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด

“อาน่ากลับเข้าไปเจ้าหมอนี่มัน....!!” ชูไทน์เนอร์ตะโกนออกมาด้วยเป็นห่วงอาน่าที่ออกมาเช่นนี้อาจจะโดนฮิลด์ทำร้าย ได้ แม้เขาจะทราบดีว่าฝีมือของอาน่านั้นเก่งกาจเพียงใด แต่ด้วยสัญชาตญาณที่ห่วงคนรักของตนเองเขาจึงอดที่จะบอกกล่าวต่อเธอเช่นนั้น ไม่ได้ หากแต่ไม่ทันที่เขาจะพูดจบอาน่าที่มองเข้าอยู่กลับพยักหน้าแล้วยิ้มให้ ก่อนที่จะหันกลับไปยังฮิลด์พร้อมทั้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สดใส

“มาทานขนมกับอะไรอุ่น ๆ ก่อนดีกว่านะคะ”

ชูไทน์เนอร์ออกอาการอึ้งอย่างมากต่อท่าทางของอาน่าที่ไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอะไร ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ซ้ำยังกล่าวเชิญชวนให้ไปรับประทานอาหารด้วยกันเสียอีก จนทำให้เขาแอบคิดในใจต่อปฏิกิริยาของอาน่า

‘มาชวนศัตรูกินอะไรเวลานี้ล่ะครับคุณเจ้าหญิง’

ฮิล์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เอ่ยตอบอาน่าไป
“อืม...ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้กินขนมมาหลายวันแล้ว”
ฮิลด์กล่าวเรียบ ๆ พลางเก็บดาบทั้งสองเล่มกลับเข้าไปในเสื้อโค้ท ท่าทางของฮิลด์ทำให้ชูไทน์เนอร์ยิ่งตกตะลึงมากกว่าที่คนรักของเขาแสดงออกมา เมื่อครู่เสียอีก จนทำให้เขาคิดด้วยความประหลาดใจ

‘เฮ้ย!! ไอ้บ้านี่รับมุกอาน่าด้วย!!!’

อาน่าที่ได้รับคำตอบยิ้มรับออกมา พลางพยายามเขย่งตัวมองข้ามไหล่ของฮิลด์ที่ตัวสูงกว่าเธออย่างมาก เธอสอดส่ายสายตามองทั้งซ้ายและขวาเหมือนมองหาอะไรอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม ขึ้นด้วยท่าทางและนำเสียงที่สงสัยบางสิ่งกับฮิลด์ออกไป
“เห...คาเรน ไม่มาด้วยเหรอฮิลด์”

“อืม...ไม่มา”

“...” อาน่านิ่งให้กับคำตอบของฮิลด์ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเหมือนกับ เสียดายอะไรบางอย่าง จากนั้นเธอจึงหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านพลางพูดขึ้นในขณะที่เดินไปยังโต๊ะ ภายในห้องรับแขก
“มานั่งทาน นั่งคุยกันสบาย ๆ ดีกว่าค่ะ ออกกำลังตากลมแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้เป็นไข้หรอกทั้งสองคน”

ชูไทน์เนอร์งุนงงต่อท่าทางของอาน่าอย่างมาก เขาแทบจะทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว ในขณะที่ฮิลด์หันมามองเขาโดยไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ แถมยังยื่นมือมาให้เขาจับเพื่อพยุงตัวอีกต่างหาก ซึ่งเขาก็ได้แต่รับไมตรีจากฮิลด์ที่หยิบยื่มาให้ด้วยความงุนงงอย่างยิ่ง ในขณะที่ชูไทน์เนอร์กำลังงุนงงนั้นทิลฟิงค์ก็คิดในใจต่ออาวุธที่ตัวมันเพิ่ง ปะทะเมื่อครู่ด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง

‘ไม่น่าเชื่อ...มนุษย์ผู้นี้...สามารถใช้ เอ็กซ์คาลิเบอร์ กับ ไลท์บลิงเกอร์ ได้พร้อมกันเชียวรึนี่!!’

-----------------------------------------Next to Chapter 11
20.07.2010 - 11:56:32
•JoyKa•
Lv.15
Priest
joykpa@msn.comhttp://joyka.exteen.com/
  

Chapter 11

“สรุปว่าทั้งมัลติน ทั้งไลร่าโดนจัดการเรียบเลยรึ?”
ชายในเงามืดที่นั่งเก้าอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดูเย็นชา เหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอันใด ยกเว้นความประหลาดใจ

“ครับ เท่าที่เราตามเก็บข้อมูลได้ มัลตินถูกชายผู้ถือครองอาวุธเทพคนหนึ่งจัดการไป ส่วนไลร่านั้นไม่แน่ชัดว่าจะถูกชายคนเดิมจัดการไปหรือไม่” ชายอีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านตรงข้ามกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่แพ้กัน

“อืม...คงจะถูกเพลิงพิสุทธิ์จัดการไป” ชายในเงามืดกล่าวพร้อมกับทำท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“เพลิง...พิสุทธิ์?”  

“เพลิงพิสุทธิ์อนาคิม เจ้าหญิงแห่งเนฟิลิม...ฉันได้ข่าวว่าเธอผู้นี้เดินทางตามหาชายคนรัก ถ้าเดาไม่ผิดคนที่ไลร่าไปมีเรื่องด้วยคงเป็นชายคนรักของเธอนั่นล่ะ เลยถูกเธอจัดการไป เฮ้อ~ไม่ระมัดระวังตัวเล้ย” ชายในเงามืดตอบไปอย่างเรียบ ๆ พลางถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความสมเพชที่ลูกน้องของตนเองไปหาเรื่องใครไม่ดูตา ม้าตาเรือจนเป็นฝ่ายถูกจัดการซะเอง

“แต่ถึงอย่างนั้น พวกนั้นน่าจะเป็นพวกที่ทำให้งานของเราไม่สำเร็จ มันก็ต้องหาทางกำจัดไม่ใช่รึครับ”
ชายที่ยืนอยู่กล่าวค้านขึ้น ด้วยคำพูดของชายที่นั่งอยู่นั้นเหมือนต้องการให้พวกเขาไม่เข้าไปยุ่งกับอนา คิม แต่เขาคิดเห็นว่ายังไงก็ต้องมีการปะทะกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่ดี

“ไม่จำเป็นหรอก การทำให้งานของเราลุล่วงมันทำได้หลายวิธี ยูมิลน่ะเป็นอุบัติเหตุที่ไปเจอเจ้านั่นพอดีเลยถูกเก็บ แต่กับเจ้ามัลตินน่ะ เจ้านั่นใจร้อนเกินไปจริง ๆ ทำไปแบบเงียบ ๆ ก็ได้แท้ ๆ ส่วนไลร่าก็ทำตามใจตัวเองเกินไป จนไปสะกิดผู้ที่ไม่น่าไปมีเรื่องและเป็นอุปสรรคชิ้นโตเข้าจนได้”

“แล้วแบบนี้...”

“อยู่เฉย ๆ เราเคลื่อนไหวอะไรมากไม่ได้นัก เพราะตอนนี้อัศวินแห่งวาติกันไปโผล่ที่นั่นแล้ว ถ้าเราทำอะไรไม่ระวัง คงจะยุ่งกว่าเดิมหลายร้อยเท่าทีเดียว” ชายในเงามืดกล่าวตอบพลางถอนหายใจอีกครั้งก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วหันหลังให้ชาย ที่ยืนอยู่มองทิวทัศน์ยามราตรีนอกหน้าต่าง จากนั้นจึงผินหน้ามาเล็กน้อยและเอ่ยต่อไป

“ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เงียบที่สุด ถ้าจะให้พวกนั้นรู้ตัว ก็ให้รู้ตัวที่สายไปแล้วจะดีกว่า”

“รับทราบครับ” ชายที่ยืนอยู่โค้งรับสิ่งที่ชายในเงามืดกล่าว ก่อนที่จะสืบเท้าถอยหลังออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ

“เจ้ากานอซซ่านั่น จะมาร่วมวงไพบลูย์กับพวกของอนาคิมรึเปล่าน้า...” ชายในเงามืดรำพึงออกมาเล็กน้อยในขณะที่เหม่อมองไปนอกหน้าต่าง
------------------------

“นี่ค่ะ”
อาน่าวางน้ำชาลงตรงหน้าฮิลด์ ซึ่งฮิลด์ก็พยักหน้ารับนิดหน่อยก่อนที่จะหยิบขนมที่วางในจานตรงหน้ามาทาน ตรงข้ามกับฮิลด์คือชูไทน์เนอร์ที่นั่งคุมเชิงอยู่ เขาดูจะยังไม่ค่อยไว้ใจฮิลด์นักด้วยเพราะการที่อยู่ ๆ มาถามหาทิลฟิงค์นั้นไม่น่าใช้คนปกติสักเท่าไหร่ถึงจะบอกว่าเป็นคนของวาติกัน และท่าทางจะรู้จักกับอาน่าก็ตามที

ฮิลด์ที่ทานคุกกี้ไปเพียงหนึ่งชิ้นก็ชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปหาอาน่าที่ ถือถ้วยน้ำชาของตนเองมาเพื่อร่วมนั่งทานที่โต๊ะ
“ของซื้อ?”

“อืม ฉันไม่มีเวลาทำน่ะ เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลเมื่อไม่นานนี่เอง”
อาน่าตอบไปด้วยสีหน้านิ่งเฉย ในขณะที่หยิบคุกกี้ในจานขึ้นมาให้ชูไทน์เนอร์

“แต่ฉันว่าของร้านนี้ก็อร่อยใช้ได้เลยนะคะ”

ชูไทน์เนอร์รับคุกกี้จากมืออาน่าพลางจดจ้องที่ฮิลด์ด้วยความสนใจอย่างมาก ด้วยคำพูดเมื่อสักครู่เป็นเหมือนสิ่งยืนยันว่าฮิลด์นั้นรู้จักกับอาน่าพอ สมควรเลยทีเดียว เพราะขนมเพียงชิ้นเดียวก็สามารถบอกได้ว่าเป็นของซื้อหรือฝีมือของอาน่า
หากแต่แม้จะบอกว่าเป็นของซื้อก็ตามที ฮิลด์ดูจะไม่ได้สนใจนักเขายังคงหยิบมันขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อยหลายชิ้นเลย ทีเดียว จนชูไทน์เนอร์ต้องคิดในใจ

‘เฮ้ย ๆ เหลือให้ฉันกินบ้างเซ่!!’

“ไม่ได้กินขนมมานานขนาดนั้นเลยรึคะฮิลด์” อาน่าถามพลางยิ้มด้วยความหนักใจเล็กน้อยเมื่อเห็นฮิลด์ที่หยิบคุกกี้ขึ้นมา ทานเสียมากมายจนราวกับว่าจะทานให้สาแก่ใจที่ไม่ได้ทานมานานเช่นนั้น

ฮิลด์ชะงักไปพลางทำสีหน้าเหมือนกำลังนึกคำตอบให้กับสิ่งที่อาน่าถาม จนชั่วครู่เขาจึงตอบเธอกลับไป
“ถ้านับจริง ๆ เกือบสามอาทิตย์ได้น่ะ”

“ปกติคนทำงานหนักอย่างฮิลด์น่าจะได้ทานอะไรแยะ ๆ ไม่ใช่รึ”

“แต่ไม่ใช่ของแบบนี้แน่นอน” ฮิลด์ตอบสิ่งที่อาน่ากล่าวในขณะที่มองคุกกี้อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงใส่มันเข้า ปากของตนเองไป

ชูไทน์เนอร์ที่นั่งอึดอัดอยู่เบื้องหน้าฮิลด์และอาน่าด้วยไม่รู้ว่าทั้งสอง รู้จักกันดีมากน้อยแค่ใหนและในฐานะอะไรก็เอ่ยถามออกไปทันทีด้วยน้ำเสียงไม่ ค่อยพอใจนัก ที่ดูอาน่าจะสนิทสนมกับฮิลด์อย่างมาก
“ขออภัยที่ต้องขัดจังหวะการสนทนานะครับ ว่าแต่คุณเป็นอะไรกับอาน่ารึครับคุณเทอเรล”

ฮิลด์นิ่งเงียบพลางจดจ้องชูไทน์เนอร์ด้วยสีหน้าที่สงสัยไม่แพ้กัน เขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าชูไทน์เนอร์นั้นเป็นอะไรกับ
อาน่าถึงได้มาร่วมอยู่ในชายคาเดียวกันได้เช่นนี้
“แล้วคุณกับอนาคิมเป็นอะไรกันล่ะ”

“แฟนครับ”
“ว่าที่สามีค่ะ”

ชูไทน์เนอร์ถึงกับชะงักกับคำตอบของอาน่าที่ปกติจะสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่ครั้งนี้คำตอบของเธอที่กล่าวออกมามันช่างเร่งรัดสถานะของเขาเสียเหลือ เกิน ด้านฮิลด์ที่ได้รับคำตอบไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาแต่อย่างใดเขากลับ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยพลางหยิบคุกกี้ขึ้นมาทาน
“ไอ้คำว่า ‘ว่าที่สามี’ เนี่ย คาเรนเป็นคนสอนให้พูดกับผม เวลาผมถามใช่รึเปล่า”

“ม...มันไม่ดีรึ” อาน่าถามกลับไปด้วยน้ำเสียงดูสั่น ๆ เล็กน้อยเหมือนว่าเธอไม่เข้าใจจริงว่าสิ่งที่พูดไปนั้นดีไม่ดีเพียงใด

“ผู้หญิงทั่ว ๆ ไปเขาไม่ออกตัวขนาดนี้กันหรอกนะอนาคิม” ฮิลด์กล่าวพลางยกจานคุกกี้ที่เขาทานจนหมดให้กับอาน่าไป หากแต่อาน่าดูจะตกตะลึกต่อสิ่งที่ฮิลด์กล่าวจนลืมรับจานจากเขาไป ทำให้เขาต้องเอ่ยเรียกสติอาน่ากลับมา

“ขอของว่างเพิ่มด้วยครับอนาคิม”

อาน่ายื่นมือไปรับจานทั้งที่สีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เธอลุกจากโต๊ะพลางบ่นอะไรบางอย่างแล้วเดินไปในครัวทั้งที่บ่นเช่นนั้นไปตลอด ทางซึ่งชูไทน์เนอร์ได้แต่มองตามอย่างงุนงงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับว่าอาน่า โดนฮิลด์ใช้คำพูดน็อคจนหมดสภาพไม่กล้าโต้ตอบใด ๆ ไปเสียแล้ว ด้านฮิลด์ที่มองตามอาน่าด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็หันกลับมายกถ้วยชาขึ้นดื่ม แล้วกล่าวกับ
ชูไทน์เนอร์ออกไป
“เธอคงกลัวอยู่น่ะว่าการที่พูดว่า ‘เป็นว่าที่สามี’ จะเป็นกิริยาที่ไม่งามอาจทำให้คุณเกลียดเธอน่ะ”

“หา?” ชูไทน์เนอร์ยังคงงุนงงอยู่แม้พอจะเดาได้ว่าอาน่านั้นพยายามทำทุกอย่างในเชิง ปรนนิบัติพัดวีเพื่อเอาใจเขา แต่มันก็คงจะประหลาด ๆ ที่เธอถึงกับวิตกว่าเขาจะไม่ชอบเธอเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำเช่นนี้

“อนาคิมเป็นพวกยึดติดกับอดีตน่ะครับ ถึงปัจจุบันคุณจะเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา แต่ชาติที่แล้วคุณมีฐานะเทียบเท่าองค์ชายซึ่งตำแหน่งในตอนนั้นสูงกว่าอนาคิม ที่เป็นเพียงทหารใต้บังคับบัญชาของคุณน่ะครับ” ฮิลด์กล่าวตอบเรียบ ๆ พลางยกชาขึ้นดื่มช้า ๆ ราวกับว่าคำอธิบายเมื่อครู่เป็นเรื่องที่เขาทราบมานานแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก ใหม่แต่อย่างใด

ชูไทน์เนอร์นั้นเข้าใจความคิดของอาน่ามากขึ้นเพราะเขาก็รู้อยู่ว่าอาน่านั้น ให้ความสำคัญต่ออดีตอย่างมาก แต่เขาหาได้สนใจเรื่องพวกนั้นไม่ เขาหันไปมองอาน่าที่อยู่ในครัวครู่หนึ่งก่อนที่จะหันกลับมาหาฮิลด์เพื่อถาม ถึงความสัมพันธ์ของเขาและอาน่าอีกครั้ง หากแต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยถามฮิลด์ก็เป็นฝ่ายเอ่ยตอบขึ้นมาก่อนทันที
“ผมกับอนาคิมน่ะเป็นเพื่อนกันน่ะ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านี้หรอกครับ”

ถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อนกันแต่มันก็ออกจะประหลาดอยู่สักหน่อยที่ฮิลด์นั้นลง มือกับเขาด้วยท่าทางที่ดูจะจริงจังในขณะเหมือนจะรู้ว่าอาน่านั้นอยู่ที่นี่ ราวกับว่าจงใจจะทดสอบฝีมือของเขา อีกทั้งการมาของฮิลด์ในครั้งแรกนั้นบอกว่ามาสอบถามเรื่องที่โบสถ์ที่เกิด เรื่องกับมัลตินกลับกลายเป็นเรื่องทิลฟิงค์ทำให้เขาอดที่จะวางใจในตัวฮิลด์ ไม่ได้เลยจริง ๆ

“ว่าแต่เจ้าเป็นใครกลับชาติมาเกิดงั้นรึ?”

ทิลฟิงค์ที่อยู่ในสภาพสร้อยคอกล่าวออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้ ชไนเดอร์ตกใจพอสมควรที่อยู่ ๆ มันก็พูดอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ แต่ฮิลด์นั้นดูจะเฉย ๆ ก่อนที่จะส่ายหน้าแล้วกล่าวกับทิลฟิงค์ไป

“ผมไม่รู้หรอก และผมก็จำไอ้เรื่องอะไรในอดีตชาตินั้นไม่ได้ด้วย ว่ากันตามจริงผมไม่ได้สนใจจะหาคำตอบด้วยซ้ำไป”

“เจ้านี่พอ ๆ กับไอ้ทึ่มที่อยู่ตรงนี้เลย ทั้งที่สถานะของตัวเองไม่ใช่ธรรมดาแต่ก็เลือกที่จะใฝ่หาความธรรมดาเช่นนั้น รึ”
ทิลฟิงค์กล่าวด้วยความหนักใจระคนประหลาดใจที่คนที่มันรู้จักสองคนไม่ได้สนใจ เรื่องอดีตชาติแม้แต่น้อยนิด โดยเฉพาะฮิลด์ที่อดีตชาตินั้นอาจเป็นถึงหนึ่งในอัครสาวกที่ใกล้ชิดพระผู้ เป็นเจ้าก็ว่าได้

“รู้ไปก็เท่านั้นนี่นา สิ่งที่มีอยู่ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็โอเคแล้ว เลยไม่รู้จะรู้เรื่องในอดีตที่ผ่านพ้นมายาวนานไปทำไม”
ฮิลด์กล่าวพลางยกชาขึ้นดื่มอีกครั้ง

“ทำไมรึทิลฟิงค์ นายสงสัยอะไรรึไงกัน”
ชูไทน์เนอร์ถามด้วยความสงสัยที่อยู่ ๆ ทิลฟิงค์จึงได้ถามเรื่องอดีตชาติอะไรกับฮิลด์ขึ้นมาเช่นนั้น

“ข้าแค่สงสัยว่าคนที่ใช้อาวุธเทพได้ถึงสองชิ้นพร้อม ๆ กันไม่น่าใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่ ๆ ต่อให้ฝึกหนักขนาดใหนก็ไม่มีทางทำได้ เว้นแต่ว่าจะมีพลังอำนาจมหาศาลอยู่ในมือ” ทิงฟิงค์กล่าวอธิบายในขณะที่ฮิลด์จดจ้องไปยังทิลฟิงค์ที่อยู่ในสภาพห้อยคอ โดยไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด

ขณะนั้นอาน่าเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับคุกกี้ทั้งที่ปากยังพร่ำบ่นอะไร บางอย่างอยู่ด้วยสีหน้ากังวลเช่นเดิม จนทำให้
ชูไทน์เนอร์ต้องพูดปลอบออกไปด้วยเกรงว่าอาน่าจะคิดมากต่อสิ่งที่เธอพูดก่อน หน้านี้

“ไม่เป็นไรหรอกครับอาน่า ไอ้คำพูดเมื่อกี้ผมไม่ได้คิดว่ามันเลวร้ายอะไรหรอกครับ”

“งือ...”
อาน่าพยักหน้ารับด้วยสีหน้าจ๋อย ๆ พร้อมทั้งวางจานคุกกี้ลงบนโต๊ะ แล้วนั่งลงช้า ๆ ซึ่งทันทีที่วางคุกกี้แล้วฮิลด์ก็หยิบมันใส่ปากทันทีก่อนที่จะหันหน้ามามองอ นาคิมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

“ทีหลังก็อย่าไปเชื่อคาเรนมากก็แล้วกัน รายนั้นยิ่งชอบแกล้งคนอื่นเอาสนุกอยู่ด้วย”

“งื่อ~~ เพราะฉันมันหัวไม่ทันเลยหลงกลคาเรนใช่ม้า~”
อาน่ายังดูหน้าเสีย ๆ ด้วยเธอเชื่อมั่นคิดว่าสิ่งที่ทำออกไปนั้นจะเป็นกิริยาที่ไม่ได้เสียหายอะไร กลับกลายเป็นว่ามันไม่เหมาะสมเสียอย่างนั้น แม้ว่าชูไทน์เนอร์จะไม่ได้ตำหนิอะไรก็ตามทีแต่เธอก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้กับ การถูกเพื่อนปั่นหัวเล่นเช่นนั้น

“ไม่หรอก เธอฉลาดออกจะตายไป เพียงแต่เชื่อคาเรนมากไปก็เท่านั้นเอง”

‘แต่จริง ๆ ต้องบอกว่าเธอบ๊องมากเกินไปที่เชื่อคาเรนซะมากกว่า’
ฮิลด์กล่าวพลางคิดในใจด้วยเพราะคาเรนนั้นแม้จะเป็นคนสนุกสนานชอบพูดหยอก พูดแกล้งคนอื่น ๆ แต่มักจะเป็นการแกล้งกวนประสาทให้เฮฮาเฉย ๆ ซึ่ง ‘ว่าที่สามีค่ะ’ คาเรนคงสอนอาน่าไว้แบบหยอกเล่น ๆ เท่านั้นไม่ได้คิดว่าอาน่าจะเชื่อเอามาใช้จริง ๆ จึงอดที่จะโทษตัวอาน่าเองไม่ได้ที่ดันเชื่ออะไรที่ดูไม่สร้างสรรค์อย่าง เรื่องที่ว่าผู้หญิงสมัยนี้กระโดดเข้าหาผู้ชายได้โดยเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่เจ้าตัวก็น่าจะคุ้นเคยกับกิริยามารยาทที่เหมาะสมในการแสดงออกอยู่ แล้วแท้ ๆ

“ผมบอกว่าผมไม่ถือไงครับ อาน่านี่ล่ะก็”
ชูไทน์เนอร์กล่าวพลางลูบศีรษะอาน่าเบา ๆ ซึ่งสิ่งที่เขาทำดูจะทำให้อาน่ารู้สึกดีขึ้นบ้าง จากสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนจากซึม ๆ เป็นแดงเรื่อและยิ้มออกมาเล็กน้อย

‘อืม...หมอนี่ปลอบอนาคิมให้หายเศร้าได้รวดเร็วจริง ๆ เร็วกว่าลิลิธซะด้วยล่ะมั้งนี่’
ฮิลด์จ้องมองชูไทน์เนอร์ที่ลูบหัวอาน่าด้วยความรู้สึกสนใจ เพราะเขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่าเวลาที่อาน่างอแงนั้นใครจะปลอบเธอให้กลับมา ร่าเริงได้ง่าย ๆ ยกเว้นลิลิธที่เป็นคนที่สนิทกับเธอมากที่สุด

ชูไทน์เนอร์ที่ลูบศีรษะอาน่านั้นเห็นว่าเธอดูจะอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้วจึงละ มือจากศีรษะของเธอและยิ้มรับออกไป การที่อาน่าซึม ๆ จ๋อย ๆ มันเป็นกิริยาที่เขาเพิ่งเคยเห็นจากอาน่าว่าเธอนั้นอ่อนไหวกับบาง เรื่องอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยปกติแม้อาน่าจะขี้อาย แต่การแสดงออกของเธอเวลาพูดหรือแสดงออกจะดูมั่นใจพอสมควร ขัดกับสภาพเมื่อสักครู่ที่แสดงให้เห็นอีกด้านยามที่เธอกังวลใจได้ชัดเจน

“สรุปว่า...นี่คือชายที่เธอรอคอยอยู่จริง ๆ สินะอนาคิม” ฮิลด์กล่าวในขณะที่กินคุกกี้ด้วยท่าทางที่เอร็ดอร่อย

“อืม...” อาน่าพยักหน้ารับสิ่งที่ฮิลด์กล่าวพร้อมกับอมยิ้มด้วยสีหน้าที่แดงเรื่อ แม้เธอจะไม่ได้กล่าวสิ่งใดไปกว่านี้ แต่เพียงเท่านี้ฮิลด์ก็ดูจะไม่มีคำถามอันใดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนทั้ง สองอีกแล้ว

“แถมยังเป็นผู้ถือครองอาวุธเทพซะด้วย”
ฮิลด์กล่าวต่อด้วยสีหน้าหนักใจพอสมควร เพราะเป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยดีนักกับการเป็นเจ้าของสิ่งที่สามารถนำมาซึ่ง ภัยอันตรายได้เช่นนี้ ซึ่งมันคงทำให้ชีวิตคู่ของชูไทน์เนอร์และอาน่าอาจจะไม่มีความสุขมากนักก็ เป็นได้

“ว่าแต่คุณเทอเรลล่ะครับ มาที่นี่ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นที่โบสถ์จริง ๆ อย่างนั้นหรือครับ” ชูไทน์เนอร์หันกลับมามองฮิลด์แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อใจนัก แม้เขาจะแสดงออกให้เห็นแล้วว่าสนิทกับอาน่ามากก็ตามที

ฮิลด์นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะยื่นถ้วยชาให้อาน่า
“ขอเพิ่มครับ”

‘หมอนี่มันอดอยากมาจากใหนกันแน่นะ’

ชูไทน์เนอร์ได้แต่รำพึงในใจด้วยตั้งแต่ที่ฮิลด์นั่งที่โต๊ะ เขายังไม่เห็นว่าฮิลด์จะหยุดรับประทานเลยแม้แต่น้อย ด้านอาน่าก็รับถ้วยชามาเติมด้วยท่าทางปกติ ราวกับเห็นว่าการกินของฮิลด์นั้นดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างมากก่อนที่จะ ส่งถ้วยชาที่เติมเต็มแล้วกลับไปให้ฮิลด์ที่รอรับอยู่

“ขอบคุณครับ...เออ แล้วก็เรียกผมฮิลด์เฉย ๆ ก็ได้ยังไงเพื่อนของอนาคิมผมก็ถือว่าเป็นเพื่อนผมนั่นล่ะ”

“งั้นก็รวมถึงลิลิธด้วยสินะคะ” อาน่ากล่าวพร้อมกับยิ้มกว้าง ท่าทางของเธอเหมือนตั้งใจจะแหย่อะไรบางอย่างต่อฮิลด์
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น ฮิลด์ที่ได้ยินคำของอาน่าก็ให้แสดงสีหน้าหนักใจขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำ เสียงที่ดูไม่ชอบใจนัก

“ไม่รวมยัยแวมไพร์นั่นได้รึเปล่าน่ะ”

“งื่อ~~ ลิลิธออกจะน่ารักนะ ทำไมถึงได้ไม่ชอบเธอเลยนะฮิลด์นี่” อาน่ากล่าวพลางรินชาลงในถ้วยของเธอเองช้า ๆ ซึ่งด้าน
ชูไทน์เนอร์ที่รับฟังอยู่ได้แต่ประหลาดใจกับทีท่าของฮิลด์ ดูเขาพร้อมจะเป็นมิตรกับทุกคนจริง ๆ แต่คงไม่ใช่กับลิลิธแน่ ๆ
ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่เอ่ยต่ออาน่าดูเหมือนว่าฮิลด์จะไม่ชอบใจอะไร บางอย่างของลิลิธนัก โดยเฉพาะเวลาที่เขาเรียกเธอว่า ‘ยัยแวมไพร์’

“ว่าแต่ว่า สรุปคุณฮิลด์มาทำอะไรที่นี่กันแน่น่ะครับ”
ชูไทน์เนอร์เอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้ในจุดประสงค์ที่แท้จริงของฮิลด์มากกว่า ที่จะฟังฮิลด์สาธยายเหตุผลที่ไม่ชอบลิลิธ
อาน่าที่เห็นชายคนรักของเธอเอ่ยถามขึ้น ก็นิ่งเงียบพลางหันมาจดจ้องที่ฮิลด์ ท่าทางเธอเองก็คงอยากจะรู้เหมือนกันว่าทำไมฮิลด์ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ด้วยเธอไม่คิดว่าฮิลด์มาเพราะทิลฟิงค์แน่นอน แต่น่าจะมาด้วยเหตุผลอย่างอื่นเสียมากกว่า

ฮิลด์นั้นยกชาขึ้นดื่มอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะวางถ้วยลงแล้วตอบคำถามของชูไทน์เนอร์ด้วยสีหน้าที่จริงจังมากขึ้น
“จริง ๆ ผมไม่ได้มาประเทศนี้ด้วยเรื่องของคุณหรอกนะครับ มาติดตามคนร้ายที่มีการเคลื่อนไหวมายังประเทศนี้ต่างหาก”

“มาลโล...” อาน่าเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูจะตกใจเล็กน้อยในขณะที่จดจ้องฮิลด์

ชูไทน์เนอร์เชื่อว่านั่นเป็นชื่อของใครสักคนแน่ แต่ใครคนนั้นทำให้อาน่าที่เวลาเป็นการเป็นงานจะนิ่งเฉย และดูเยือกเย็นกลับแสดงสีหน้าตื่น ๆ ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ซึ่งฮิลด์ที่ได้ยินชื่อดังกล่าวก็พยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบคุกกี้ขึ้นมาทาน

“เขามาที่ประเทศนี้รึฮิลด์?”
อาน่าถามด้วยสีหน้าที่ดูประหลาดใจอย่างมาก ท่าทางของเธอดูจะสนใจสิ่งที่ฮิลด์กำลังติดตามอยู่อย่างยิ่งทีเดียว

ฮิลด์ชูคุกกี้ในมือส่ายไปมาด้วยสีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วจึงตอบ อาน่าไป
“อืม...ถ้าข่าวไม่ผิด ปัญหาที่สงสัยคือหมอนั่นมาที่นี่ทำไม แล้วก็...ผมเองสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวอะไรกับกลุ่มคนที่...มีเรื่องกับคนรักของ เธอ”  เขากล่าวพลางชี้ไปยังชูไทน์เนอร์ที่ยังดูงุนงงต่อเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่

อาน่าหันไปมองชูไทน์เนอร์เล็กน้อย จากนั้นจึงหันกลับมาทางฮิลด์แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“มีความเป็นไปได้นะ...ว่าพวกที่คุณชูไทน์เข้าสู้ด้วย พวกนั้นหวังจะเปิดประตูมิติที่เชื่อมต่อไปยังโลกปีศาจที่ประเทศนี้”

“...!!” แม้ฮิลด์ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ท่าทางของเขาดูจะตกใจอย่างเห็นได้ชัด ด้วยคำว่าเปิดประตูโลกปีศาจมันอดที่จะนึกถึงภัยพิบัติที่น่าจะมีความรุนแรง อย่างมากไม่ได้ เขานิ่งคิดทั้งที่ปากยังคาบคุกกี้อยู่ จนครู่ใหญ่เขาจึงกัดมันแตกแล้วกลืนลงไป

“งั้นก็พอเดาได้บ้างละ บางที... ‘กานอซซ่า’ อาจจะส่งเจ้ามาลโลมาทำงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ ๆ”

อาน่าที่ฟังข้อสันนิษฐานของฮิลด์ก็แสดงสีหน้าครุ่นคิดตาม จนชูไทน์เนอร์ที่รู้สึกงุนงงต่อสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่เอ่ยขึ้นมา
“คือ ทั้งสองท่านครับ ช่วยอธิบายให้เจ้าทุกข์เขารู้เรื่องด้วยสิครับ”

“ข้าว่าเจ้าไม่ใช่เจ้าทุกข์หรอก เป็นคนแกว่งเท้าไปหาเสี้ยนเองแท้ ๆ” ทิลฟิงเอ่ยขึ้นทันทีที่ชูไทน์เนอร์กล่าวจบ จนชูไทน์เนอร์ยิ้มแหย ๆ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงละเหี่ยใจในทันที

“ขอบใจที่ช่วยสนับสนุนฉันนะทิลฟิงค์”

“ไม่เป็นไรด้วยความยินดี” ทิลฟิงค์ตอบรับอย่างกวน ๆ จนชูไทน์เนอร์ได้แต่ทำสีหน้าเซ็ง ๆ เพราะในสายตาของทิลฟิงค์ดูจะไม่ชอบใจเลยกับการที่เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ เรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมา

ฮิลด์ดูทั้งสองด้วยความรู้สึกขบขันเล็กน้อย ไม่บ่อยนักที่เขาจะพบผู้ใช้อาวุธเทพ กับอาวุธเทพกวนกันไปมาเช่นนี้ เขาหันไปมองอาน่าที่อมยิ้มอยู่เช่นกันก่อนที่จะเอ่ยอธิบายอย่างเรียบ ๆ
“กานอซซ่าน่ะเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองอาวุธเทพ เพียงแต่เจ้านั่นมีเป้าหมายในการรวบรวมอาวุธเทพเพื่อกระทำการบางอย่าง ซึ่งเจ้านั่นมีลูกน้องที่เป็นมือมีเท้าไว้ใช้งานคนสำคัญคือ มาลโล ที่เป็นผู้ใช้อาวุธเทพเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครตอบได้หรอกนะว่ากานอซซ่าคิดจะทำอะไรกันแน่”

“มาลโลน่ะเป็นลูกครึ่งปีศาจกับมนุษย์ ฉันเองก็ไม่รู้ละเอียดมากหรอกนะคะ ทั้งว่าทำไมเขาถึงร่วมมือกับชายที่ชื่อกานอซซ่า แล้วก็ที่มาที่ไปของเขา แต่เท่าที่ทราบจากมาเขามีฝีมือพอจะสู้กับคาเรน เออ...ไม่สิ ต้อง อัครเทวทูตลูซิเฟอร์ ได้อย่างสูสีเลยก็ว่าได้”
อาน่ากล่าวเสริมด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังอย่างมาก โดยเฉพาะตอนที่เธอกล่าวว่าชายที่ฮิลด์ตามหานั้นสามารถต่อกรกับอดีต
อัครเทวทูตผู้ยิ่งใหญ่ลูซิเฟอร์ได้

แม้ชูไทน์เนอร์จะไม่เข้าใจนักสิ่งที่อาน่ากล่าวนักแต่สิ่งที่ฮิลด์บอกเล่าก็ พอจะสรุปเนื้อหาได้บ้าง และพอจะอนุมานได้ว่าชายที่ชื่อ มาลโล นั้นไม่น่าใช่มิตรแน่ ๆ แถมยังเป็นศัตรูที่เก่งกาจเสียด้วย

ฮิลด์หยิบคุกกี้ขึ้นมามองพลางส่ายมันไปมาเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวกับอาน่า ด้วยท่าทางที่ดูจะไม่ได้เคร่งเครียดเท่าเธอนัก
“อนาคิมก็พูดเกินไป อย่าลืมสิว่าคาเรนในตอนนี้น่ะพลังของเธอหายไปกว่าครึ่ง การที่มาลโลจะสู้กับเธอได้สูสีก็ไม่แปลกอะไรหรอก ยังไงผมก็เคยประมือกับหมอนั่นมาแล้วนะ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก”

“แต่ฉันอดกังวลไม่ได้นี่นา ยังไงซะคาเรนก็ไม่ใช่ธรรมดานะ แต่ก็ยังล้มเขาไม่ได้เด็ดขาดเลยนี่นา”
อาน่ากล่าวสีหน้าที่ยังคงดูเป็นกังวล เพราะเธอนั้นรู้ดีว่าคาเรนมีความสามารถขนาดใหน การที่ไม่สามารถล้มมาลโลได้แสดงว่าอีกฝ่ายก็คงมีฝีมือใช่ย่อยทีเดียว

“ว่าแต่...ดูท่าท่านจะมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจอยู่แยะทีเดียวนะท่านเพลิง พิสุทธิ์ น่าจะบอกกล่าวให้รู้กันบ้างนะท่าน”
ทิลฟิงค์กล่าวขึ้นด้วยความสนใจเมื่ออาน่าพูดถึงอดีตอัครเทวทูตที่เป็นรองพระ ผู้เป็นเจ้านามลูซิเฟอร์ ด้วยมันไม่คิดว่าเทวทูตตนนี้ยังคงอยู่บนโลกเช่นนี้ และยังดูจะเป็นเพื่อนกับอาน่าอีกด้วย

“งื่อ~~ ก็ท่านไม่ได้ถาม ฉันก็เลยไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไรดีนี่นา”
อาน่ากล่าวพลางครางใส่ทิลฟิงค์ที่พูดเหมือนกับว่าเธอเป็นคนผิดเช่นนั้น

“เอานาทิลฟิงค์ ก็ไม่ได้ถามอะไรเธอมากนี่นา จะให้อาน่าบรรยายทุกเรื่องเลยคงไม่ไหวล่ะมั้ง”
ชูไทน์เนอร์แก้ต่างให้อนาคิมด้วยรู้สึกว่า การจะให้ใครมารายงานทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคงเป็นเรื่องวุ่นวายอยู่ ยิ่งอาน่าที่มีชีวิตอยู่มานานกว่าจะสาธยายครบทุกเรื่องหูเขาคงชากันพอดี

“ขยันปกป้องคนรักจริง ๆ เลยนะเจ้าหนู”
ทิลฟิงค์บ่นแบบประชดด้วยน้ำเสียงเบื่อ ๆ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกเห็นแย้งอะไรกับผู้เป็นนาย ด้วยสิ่งที่อาน่าประสบพบเจอมานั้นคงมากมายอยู่ และจะว่าไปเรื่องของอัครเทวทูตผู้ยิ่งใหญ่นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ เกิดขึ้นกับเจ้านายของมัน การที่อาน่าไม่ได้กล่าวถึงจึงดูจะเป็นเรื่องปกติ

การที่ชูไทน์เนอร์ออกตัวปกป้องอาน่า และคำกล่าวที่เหมือนประชดของทิลฟิงค์นั้นทำให้อาน่ารู้สึกเขินอายเล็กน้อย ด้วยเธอไม่ได้ถูกผู้ชายคนใหนออกตัวปกป้องเช่นนี้มานานมากแล้ว การที่ชูไทน์เนอร์ออกตัวปกป้องเธอต่อลิเน็ตตั้งแต่ครั้งไลร่าอาละวาดก็ดี หรือในครั้งนี้จึงทำให้เธอรู้สึกดีไม่ใช่น้อย ด้านฮิลด์ที่เห็นปฏิกิริยาของอาน่าก็ยิ้มที่มุมปาก จริงอยู่อาน่านั้นออกจะขี้อายจนเขาเคยชินกับท่าทางเขินอายของเธอเมื่อครั้ง ที่ทำงานร่วมกัน หากแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอาน่าเขินอายในแบบผู้หญิงที่เขินอายให้กับ คนรัก มันทำให้เขาอดนึกถึงคาเรนและคิดในใจไม่ได้

‘ถ้าคาเรนเขินนี่...เธอจะทำหน้ายังไงหว่า’

“ว่าแต่...คาเรนไม่รู้เรื่องที่เธอมาที่นี่เพื่อตามจับมาลโลใช่รึเปล่า?” อาน่าเงยหน้าไปถามฮิลด์ด้วยความสงสัย แต่กระนั้นในใจเธอก็พอจะคาดเดาคำตอบที่จะได้รับ

“อืม...ผมบอกแค่ว่าวาติกันส่งให้มาจัดการอะไรนิดหน่อยที่นี่น่ะ” ฮิลด์ตอบพลางดื่มน้ำชาช้า ๆ ด้วยสิ่งที่อาน่าถามนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะถ้าคาเรนรู้ว่ามาลโลมาอยู่ที่นี่ เธอคงตามฮิลด์มาเพื่อจัดการหมอนั่นแน่ ๆ การที่เธอไม่ได้ตามมานั้นย่อมแปลความได้อย่างเดียวว่าคาเรนไม่ทราบเรื่องดัง กล่าว หากแต่ว่าเขาเองยังอดหวั่นไม่ได้ว่าคาเรนจะทราบเรื่องทุกอย่างแต่แกล้งทำ เป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วอยู่ ๆ คุณเธอก็โผล่มาแบบไม่ให้เขาได้ทันตั้งตัวเฉกเช่นที่เธอมักทำกับเขาบ่อย ๆ ตอนที่อยู่สหรัฐอเมริกา

“เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าคนที่เจ้าตามหาจะร่วมมือกับพวกที่มีเรื่องกับเจ้าหนูนี่รึ?”
ทิลฟิงค์เอ่ยถามกับฮิลด์ออกไปเหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง ซึ่งฮิลด์ก็ตอบไปทันทีตามความคิดแรกที่เขามี

“ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ได้มั่นใจนักหรอกคงเพราะยังไม่มีใครมองความต้องการที่แท้จริงของมา ลโลและกานอซซ่าออก เลยคิดว่าอาจจะเป็นการเปิดประตูโลกปีศาจก็เป็นได้”

“เจ้าว่าผู้ที่เจ้าตามหาอยู่ และผู้ที่คอยกำกับอยู่เบื้องหลังนั่นครอบครองอาวุธเทพเช่นนั้นรึ? พอจะบอกนามอาวุธของพวกนั้นให้ข้าทราบได้รึไม่” ทิลฟิงค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างมากขึ้น จนชูไทน์เนอร์ ฮิลด์และอาน่าเริ่มให้ความสนใจตามไปด้วย ซึ่งคำถามของทิลฟิงค์นั้นอาน่าเป็นผู้ตอบออกไปด้วยสีหน้าที่สงสัยระคนความ สนใจในสิ่งที่ทิลฟิงค์ถามอยู่พอสมควร

“เออ...ของมาลโลนั่นเป็น ‘ดาบมารมิสทอลเทน’ ส่วนของกานอซซ่านั้นถือครอง ‘ดาบราชันย์เอ็กซ์คิวชั่นเนอร์’ อยู่น่ะค่ะ ท่านมีอะไรสนใจรึท่านเทพบันดาลสุข”

“ไม่เอานาเรียกข้าทิลฟิงค์ดีกว่านะท่านเพลิงพิสุทธิ์ ไอ้เทพบันดาลสุขอะไรนั่นข้าฟังแล้วมันจั้กจี้เกินไป”
ทิลฟิงค์บอกอาน่าไปด้วยน้ำเสียงที่หนักใจ มันไม่ค่อยชอบคำเรียกเช่นนี้นัก ด้วยเพราะมันให้อารมณ์กับความรู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก ซึ่งอาน่าที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะตอบทิลฟิงค์กลับไป

“หากท่านต้องการเช่นนั้นแล้ว ข้าก็อาจสนองให้ท่านได้ เพียงท่านจะเลิกเรียกข้าว่า เพลิงพิสุทธิ์ เช่นกัน”
อาน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ดูเหมือนจะแหย่ทิลฟิงค์ รวมทั้งสำนวนภาษาที่ใช้ก็เป็นแบบโบราณจนชูไทน์เนอร์ที่ได้รับฟังอยู่ยิ้มแหย ๆ ด้วยไม่คุ้นเคยกับภาษาอะไรแบบนี้ ถ้าอาน่าพูดกับเขาแบบนี้คงจะรู้สึกพิลึกจริง ๆ

“งั้นข้าก็เรียกเจ้าอนาคิมก็แล้วกัน ถ้าจะให้เจ้าว่าแม่หนูคงจะไม่ได้ เพราะเจ้าอายุมากกว่าข้า” ทิลฟิงค์กล่าวพลางเหน็บอาน่า
ซึ่งอาน่าก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย ด้วยจะว่าไปแล้วสิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะเธอนั้นเกิดก่อนทิลฟิงค์หลายพันปีเลยทีเดียว

“ว่าแต่นายสงสัยอะไรอยู่น่ะทิลฟิงค์”
ชูไทน์เนอร์ที่สนใจอยากฟังสิ่งที่ทิลฟิงค์คิดอยู่เอ่ยถามขึ้นระหว่างบทสนทนา ที่เหมือนว่าทิลฟิงค์นั้นพยายามแกล้งอนาคิม
ซึ่งสิ่งที่ผู้เป็นนายของมันเอ่ยถามทำให้ทิลฟิงค์เงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบ ความคิดของมันเองออกไป

“ข้ามองไม่เห็นประโยชน์อันใดที่ชายผู้ถือครองอาวุธเทพทั้งสองจะสนใจกับการ เปิดประตูปีศาจน่ะ”

“หืม...ก็ถ้าเปิดประตูอะไรแบบนี้มันจะได้รับพลังที่หลงเหลือมาเพิ่มให้แก่ตน เองไม่ใช่รึไง”
ชูไทน์เนอร์เอ่ยถามทิลฟิงค์พลางมองหน้าอาน่า ด้วยเขาจำได้ถึงสิ่งที่อาน่าเคยบอกเกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะได้จากการเปิดประตู โลกปีศาจ ซึ่งมันดูจะเป็นเหตุเป็นผลให้พวกที่ฮิลด์ตามหาอยู่ร่วมมือกับพวกของมัลติน

“เจ้าคิดเช่นนั้นรึ ข้าว่า...ข้าขอฟังความเห็นจากผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องการเปิดประตูไปต่างมิติ อย่างท่านอนาคิมสักหน่อยจะดีกว่า”

ทิลฟิงค์กล่าวขึ้นพร้อมกับขอความเห็นจากอาน่า ด้วยเพราะมันคิดว่าเธอที่อยู่มานานและมีหน้าที่ในการดูแลประตูมิติพวกนี้โดย ตรงน่าจะตอบข้อสงสัยของมันได้อย่างดี ซึ่งอาน่าที่ถูกขอความเห็นนั้นก็นิ่งคิดในสิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวเมื่อครู่และ ต่อสิ่งที่คนรักของเธอแย้งทิลฟิงค์ จริงอยู่เธอให้ข้อมูลชูไทน์เนอร์ไปเช่นนั้นด้วยไม่ได้คิดว่าจะมีผู้ที่ถือ ครองอาวุธเทพมาเกี่ยวพัน
หากแต่ในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวทำให้เธอฉุกคิดอะไรบางสิ่งได้

“นั้นสินะ...ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่กานอซซ่าจะได้ประโยชน์จากการมาช่วยพวก นี้เปิดประตูโลกปีศาจ”

“ยังไงรึอนาคิม?” ฮิลด์ยิงคำถามไปทันทีที่อาน่ากล่าวออกมาเช่นนั้น

“มาลโลเป็นลูกครึ่งปีศาจ อาวุธที่ใช้ก็เป็นอาวุธเทพที่มีลักษณะของปีศาจซึ่งสามารถใช้เปิดประตูย่อย ๆ เข้าออกโลกปีศาจได้สบาย ๆ อยู่แล้ว ในเมื่อมาลโลสามารถทำเช่นนั้นได้กานอซซ่าก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาช่วยพวกที่ พยายามเปิดประตูโลกปีศาจเลยแม้แต่น้อย” อาน่าอธิบายพลางหรี่ตาลงมองคุกกี้ที่เธอหยิบขึ้นมาแกว่งไปมาอยู่ตรงหน้า

“แล้วไอ้พลังอะไรจากประตูนั่นล่ะอาน่า”

“คะ?...จริงอยู่ค่ะว่าคงมีพลังหลุดจากการเปิดประตูขนาดใหญ่มากพอที่จะเอาไป ใช้ทำอะไรต่ออะไรได้มากมาย แต่มีความเป็นไปได้ว่ามาลโลและการนอซซ่าไม่ได้สนเรื่องการเปิดประตูอะไรนี่ ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะถ้าพวกนั้นคิดสนใจล่ะก็ คงทำไปตั้งแต่เมื่อนานมาแล้วแน่นอน” อาน่าหันไปตอบสิ่งที่ชูไทน์เนอร์เอ่ยถามขึ้นก่อนที่จะเอาคุกกี้ในมือตัวเอง ใส่ปากแล้วรับประทานไป

“และเอ็กซ์คิวชั่นเนอร์ของชายที่ชื่อกานอซซ่านั่นถือครองอยู่นั้น ว่ากันตามจริงเป็นอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดผนึกประตูโลกปีศาจ มามีส่วนร่วมในการเปิดโลกปีศาจเนี่ย ข้าว่ามันพิกล ๆ อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ” ทิลฟิงค์กล่าวเสริมจากที่อาน่าอธิบายไปก่อนหน้า ด้วยตัวมันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าอาวุธที่มาลโลและกานอซซ่ามีนั้นดูไม่สมเหตุ สมผลในการที่เจ้าของมันจะมามีส่วนร่วมในการทำอะไรที่สิ้นเปลืองและค้านกับ สิ่งที่ตัวเองมีอยู่เช่นนี้

ฮิลด์เอนกายไปกับพนักพิงของเก้าอี้พลางคิดในสิ่งที่อาน่าและทิลฟิงค์กล่าว ซึ่งมันก็มีเหตุผลน่าเชื่อจริง ๆ เพราะการเปิดประตูปีศาจนั้นดูจะไม่ได้มีขั้นตอนอะไรเอิกเกริกนัก ดูจะทำได้ง่าย ๆ และเงียบกว่
Reply-1
20.07.2010 - 11:58:15
[ 2887 ]
[ Expire ]
155