| |  |
Chapter 11
“สรุปว่าทั้งมัลติน ทั้งไลร่าโดนจัดการเรียบเลยรึ?”
ชายในเงามืดที่นั่งเก้าอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดูเย็นชา เหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอันใด ยกเว้นความประหลาดใจ
“ครับ เท่าที่เราตามเก็บข้อมูลได้ มัลตินถูกชายผู้ถือครองอาวุธเทพคนหนึ่งจัดการไป ส่วนไลร่านั้นไม่แน่ชัดว่าจะถูกชายคนเดิมจัดการไปหรือไม่” ชายอีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านตรงข้ามกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่แพ้กัน
“อืม...คงจะถูกเพลิงพิสุทธิ์จัดการไป” ชายในเงามืดกล่าวพร้อมกับทำท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“เพลิง...พิสุทธิ์?”
“เพลิงพิสุทธิ์อนาคิม เจ้าหญิงแห่งเนฟิลิม...ฉันได้ข่าวว่าเธอผู้นี้เดินทางตามหาชายคนรัก ถ้าเดาไม่ผิดคนที่ไลร่าไปมีเรื่องด้วยคงเป็นชายคนรักของเธอนั่นล่ะ เลยถูกเธอจัดการไป เฮ้อ~ไม่ระมัดระวังตัวเล้ย” ชายในเงามืดตอบไปอย่างเรียบ ๆ พลางถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความสมเพชที่ลูกน้องของตนเองไปหาเรื่องใครไม่ดูตา ม้าตาเรือจนเป็นฝ่ายถูกจัดการซะเอง
“แต่ถึงอย่างนั้น พวกนั้นน่าจะเป็นพวกที่ทำให้งานของเราไม่สำเร็จ มันก็ต้องหาทางกำจัดไม่ใช่รึครับ”
ชายที่ยืนอยู่กล่าวค้านขึ้น ด้วยคำพูดของชายที่นั่งอยู่นั้นเหมือนต้องการให้พวกเขาไม่เข้าไปยุ่งกับอนา คิม แต่เขาคิดเห็นว่ายังไงก็ต้องมีการปะทะกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่ดี
“ไม่จำเป็นหรอก การทำให้งานของเราลุล่วงมันทำได้หลายวิธี ยูมิลน่ะเป็นอุบัติเหตุที่ไปเจอเจ้านั่นพอดีเลยถูกเก็บ แต่กับเจ้ามัลตินน่ะ เจ้านั่นใจร้อนเกินไปจริง ๆ ทำไปแบบเงียบ ๆ ก็ได้แท้ ๆ ส่วนไลร่าก็ทำตามใจตัวเองเกินไป จนไปสะกิดผู้ที่ไม่น่าไปมีเรื่องและเป็นอุปสรรคชิ้นโตเข้าจนได้”
“แล้วแบบนี้...”
“อยู่เฉย ๆ เราเคลื่อนไหวอะไรมากไม่ได้นัก เพราะตอนนี้อัศวินแห่งวาติกันไปโผล่ที่นั่นแล้ว ถ้าเราทำอะไรไม่ระวัง คงจะยุ่งกว่าเดิมหลายร้อยเท่าทีเดียว” ชายในเงามืดกล่าวตอบพลางถอนหายใจอีกครั้งก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วหันหลังให้ชาย ที่ยืนอยู่มองทิวทัศน์ยามราตรีนอกหน้าต่าง จากนั้นจึงผินหน้ามาเล็กน้อยและเอ่ยต่อไป
“ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เงียบที่สุด ถ้าจะให้พวกนั้นรู้ตัว ก็ให้รู้ตัวที่สายไปแล้วจะดีกว่า”
“รับทราบครับ” ชายที่ยืนอยู่โค้งรับสิ่งที่ชายในเงามืดกล่าว ก่อนที่จะสืบเท้าถอยหลังออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
“เจ้ากานอซซ่านั่น จะมาร่วมวงไพบลูย์กับพวกของอนาคิมรึเปล่าน้า...” ชายในเงามืดรำพึงออกมาเล็กน้อยในขณะที่เหม่อมองไปนอกหน้าต่าง
------------------------
“นี่ค่ะ”
อาน่าวางน้ำชาลงตรงหน้าฮิลด์ ซึ่งฮิลด์ก็พยักหน้ารับนิดหน่อยก่อนที่จะหยิบขนมที่วางในจานตรงหน้ามาทาน ตรงข้ามกับฮิลด์คือชูไทน์เนอร์ที่นั่งคุมเชิงอยู่ เขาดูจะยังไม่ค่อยไว้ใจฮิลด์นักด้วยเพราะการที่อยู่ ๆ มาถามหาทิลฟิงค์นั้นไม่น่าใช้คนปกติสักเท่าไหร่ถึงจะบอกว่าเป็นคนของวาติกัน และท่าทางจะรู้จักกับอาน่าก็ตามที
ฮิลด์ที่ทานคุกกี้ไปเพียงหนึ่งชิ้นก็ชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปหาอาน่าที่ ถือถ้วยน้ำชาของตนเองมาเพื่อร่วมนั่งทานที่โต๊ะ
“ของซื้อ?”
“อืม ฉันไม่มีเวลาทำน่ะ เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลเมื่อไม่นานนี่เอง”
อาน่าตอบไปด้วยสีหน้านิ่งเฉย ในขณะที่หยิบคุกกี้ในจานขึ้นมาให้ชูไทน์เนอร์
“แต่ฉันว่าของร้านนี้ก็อร่อยใช้ได้เลยนะคะ”
ชูไทน์เนอร์รับคุกกี้จากมืออาน่าพลางจดจ้องที่ฮิลด์ด้วยความสนใจอย่างมาก ด้วยคำพูดเมื่อสักครู่เป็นเหมือนสิ่งยืนยันว่าฮิลด์นั้นรู้จักกับอาน่าพอ สมควรเลยทีเดียว เพราะขนมเพียงชิ้นเดียวก็สามารถบอกได้ว่าเป็นของซื้อหรือฝีมือของอาน่า
หากแต่แม้จะบอกว่าเป็นของซื้อก็ตามที ฮิลด์ดูจะไม่ได้สนใจนักเขายังคงหยิบมันขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อยหลายชิ้นเลย ทีเดียว จนชูไทน์เนอร์ต้องคิดในใจ
‘เฮ้ย ๆ เหลือให้ฉันกินบ้างเซ่!!’
“ไม่ได้กินขนมมานานขนาดนั้นเลยรึคะฮิลด์” อาน่าถามพลางยิ้มด้วยความหนักใจเล็กน้อยเมื่อเห็นฮิลด์ที่หยิบคุกกี้ขึ้นมา ทานเสียมากมายจนราวกับว่าจะทานให้สาแก่ใจที่ไม่ได้ทานมานานเช่นนั้น
ฮิลด์ชะงักไปพลางทำสีหน้าเหมือนกำลังนึกคำตอบให้กับสิ่งที่อาน่าถาม จนชั่วครู่เขาจึงตอบเธอกลับไป
“ถ้านับจริง ๆ เกือบสามอาทิตย์ได้น่ะ”
“ปกติคนทำงานหนักอย่างฮิลด์น่าจะได้ทานอะไรแยะ ๆ ไม่ใช่รึ”
“แต่ไม่ใช่ของแบบนี้แน่นอน” ฮิลด์ตอบสิ่งที่อาน่ากล่าวในขณะที่มองคุกกี้อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงใส่มันเข้า ปากของตนเองไป
ชูไทน์เนอร์ที่นั่งอึดอัดอยู่เบื้องหน้าฮิลด์และอาน่าด้วยไม่รู้ว่าทั้งสอง รู้จักกันดีมากน้อยแค่ใหนและในฐานะอะไรก็เอ่ยถามออกไปทันทีด้วยน้ำเสียงไม่ ค่อยพอใจนัก ที่ดูอาน่าจะสนิทสนมกับฮิลด์อย่างมาก
“ขออภัยที่ต้องขัดจังหวะการสนทนานะครับ ว่าแต่คุณเป็นอะไรกับอาน่ารึครับคุณเทอเรล”
ฮิลด์นิ่งเงียบพลางจดจ้องชูไทน์เนอร์ด้วยสีหน้าที่สงสัยไม่แพ้กัน เขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าชูไทน์เนอร์นั้นเป็นอะไรกับ
อาน่าถึงได้มาร่วมอยู่ในชายคาเดียวกันได้เช่นนี้
“แล้วคุณกับอนาคิมเป็นอะไรกันล่ะ”
“แฟนครับ”
“ว่าที่สามีค่ะ”
ชูไทน์เนอร์ถึงกับชะงักกับคำตอบของอาน่าที่ปกติจะสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่ครั้งนี้คำตอบของเธอที่กล่าวออกมามันช่างเร่งรัดสถานะของเขาเสียเหลือ เกิน ด้านฮิลด์ที่ได้รับคำตอบไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาแต่อย่างใดเขากลับ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยพลางหยิบคุกกี้ขึ้นมาทาน
“ไอ้คำว่า ‘ว่าที่สามี’ เนี่ย คาเรนเป็นคนสอนให้พูดกับผม เวลาผมถามใช่รึเปล่า”
“ม...มันไม่ดีรึ” อาน่าถามกลับไปด้วยน้ำเสียงดูสั่น ๆ เล็กน้อยเหมือนว่าเธอไม่เข้าใจจริงว่าสิ่งที่พูดไปนั้นดีไม่ดีเพียงใด
“ผู้หญิงทั่ว ๆ ไปเขาไม่ออกตัวขนาดนี้กันหรอกนะอนาคิม” ฮิลด์กล่าวพลางยกจานคุกกี้ที่เขาทานจนหมดให้กับอาน่าไป หากแต่อาน่าดูจะตกตะลึกต่อสิ่งที่ฮิลด์กล่าวจนลืมรับจานจากเขาไป ทำให้เขาต้องเอ่ยเรียกสติอาน่ากลับมา
“ขอของว่างเพิ่มด้วยครับอนาคิม”
อาน่ายื่นมือไปรับจานทั้งที่สีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เธอลุกจากโต๊ะพลางบ่นอะไรบางอย่างแล้วเดินไปในครัวทั้งที่บ่นเช่นนั้นไปตลอด ทางซึ่งชูไทน์เนอร์ได้แต่มองตามอย่างงุนงงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับว่าอาน่า โดนฮิลด์ใช้คำพูดน็อคจนหมดสภาพไม่กล้าโต้ตอบใด ๆ ไปเสียแล้ว ด้านฮิลด์ที่มองตามอาน่าด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็หันกลับมายกถ้วยชาขึ้นดื่ม แล้วกล่าวกับ
ชูไทน์เนอร์ออกไป
“เธอคงกลัวอยู่น่ะว่าการที่พูดว่า ‘เป็นว่าที่สามี’ จะเป็นกิริยาที่ไม่งามอาจทำให้คุณเกลียดเธอน่ะ”
“หา?” ชูไทน์เนอร์ยังคงงุนงงอยู่แม้พอจะเดาได้ว่าอาน่านั้นพยายามทำทุกอย่างในเชิง ปรนนิบัติพัดวีเพื่อเอาใจเขา แต่มันก็คงจะประหลาด ๆ ที่เธอถึงกับวิตกว่าเขาจะไม่ชอบเธอเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำเช่นนี้
“อนาคิมเป็นพวกยึดติดกับอดีตน่ะครับ ถึงปัจจุบันคุณจะเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา แต่ชาติที่แล้วคุณมีฐานะเทียบเท่าองค์ชายซึ่งตำแหน่งในตอนนั้นสูงกว่าอนาคิม ที่เป็นเพียงทหารใต้บังคับบัญชาของคุณน่ะครับ” ฮิลด์กล่าวตอบเรียบ ๆ พลางยกชาขึ้นดื่มช้า ๆ ราวกับว่าคำอธิบายเมื่อครู่เป็นเรื่องที่เขาทราบมานานแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก ใหม่แต่อย่างใด
ชูไทน์เนอร์นั้นเข้าใจความคิดของอาน่ามากขึ้นเพราะเขาก็รู้อยู่ว่าอาน่านั้น ให้ความสำคัญต่ออดีตอย่างมาก แต่เขาหาได้สนใจเรื่องพวกนั้นไม่ เขาหันไปมองอาน่าที่อยู่ในครัวครู่หนึ่งก่อนที่จะหันกลับมาหาฮิลด์เพื่อถาม ถึงความสัมพันธ์ของเขาและอาน่าอีกครั้ง หากแต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยถามฮิลด์ก็เป็นฝ่ายเอ่ยตอบขึ้นมาก่อนทันที
“ผมกับอนาคิมน่ะเป็นเพื่อนกันน่ะ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งไปกว่านี้หรอกครับ”
ถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อนกันแต่มันก็ออกจะประหลาดอยู่สักหน่อยที่ฮิลด์นั้นลง มือกับเขาด้วยท่าทางที่ดูจะจริงจังในขณะเหมือนจะรู้ว่าอาน่านั้นอยู่ที่นี่ ราวกับว่าจงใจจะทดสอบฝีมือของเขา อีกทั้งการมาของฮิลด์ในครั้งแรกนั้นบอกว่ามาสอบถามเรื่องที่โบสถ์ที่เกิด เรื่องกับมัลตินกลับกลายเป็นเรื่องทิลฟิงค์ทำให้เขาอดที่จะวางใจในตัวฮิลด์ ไม่ได้เลยจริง ๆ
“ว่าแต่เจ้าเป็นใครกลับชาติมาเกิดงั้นรึ?”
ทิลฟิงค์ที่อยู่ในสภาพสร้อยคอกล่าวออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้ ชไนเดอร์ตกใจพอสมควรที่อยู่ ๆ มันก็พูดอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ แต่ฮิลด์นั้นดูจะเฉย ๆ ก่อนที่จะส่ายหน้าแล้วกล่าวกับทิลฟิงค์ไป
“ผมไม่รู้หรอก และผมก็จำไอ้เรื่องอะไรในอดีตชาตินั้นไม่ได้ด้วย ว่ากันตามจริงผมไม่ได้สนใจจะหาคำตอบด้วยซ้ำไป”
“เจ้านี่พอ ๆ กับไอ้ทึ่มที่อยู่ตรงนี้เลย ทั้งที่สถานะของตัวเองไม่ใช่ธรรมดาแต่ก็เลือกที่จะใฝ่หาความธรรมดาเช่นนั้น รึ”
ทิลฟิงค์กล่าวด้วยความหนักใจระคนประหลาดใจที่คนที่มันรู้จักสองคนไม่ได้สนใจ เรื่องอดีตชาติแม้แต่น้อยนิด โดยเฉพาะฮิลด์ที่อดีตชาตินั้นอาจเป็นถึงหนึ่งในอัครสาวกที่ใกล้ชิดพระผู้ เป็นเจ้าก็ว่าได้
“รู้ไปก็เท่านั้นนี่นา สิ่งที่มีอยู่ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็โอเคแล้ว เลยไม่รู้จะรู้เรื่องในอดีตที่ผ่านพ้นมายาวนานไปทำไม”
ฮิลด์กล่าวพลางยกชาขึ้นดื่มอีกครั้ง
“ทำไมรึทิลฟิงค์ นายสงสัยอะไรรึไงกัน”
ชูไทน์เนอร์ถามด้วยความสงสัยที่อยู่ ๆ ทิลฟิงค์จึงได้ถามเรื่องอดีตชาติอะไรกับฮิลด์ขึ้นมาเช่นนั้น
“ข้าแค่สงสัยว่าคนที่ใช้อาวุธเทพได้ถึงสองชิ้นพร้อม ๆ กันไม่น่าใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่ ๆ ต่อให้ฝึกหนักขนาดใหนก็ไม่มีทางทำได้ เว้นแต่ว่าจะมีพลังอำนาจมหาศาลอยู่ในมือ” ทิงฟิงค์กล่าวอธิบายในขณะที่ฮิลด์จดจ้องไปยังทิลฟิงค์ที่อยู่ในสภาพห้อยคอ โดยไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด
ขณะนั้นอาน่าเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับคุกกี้ทั้งที่ปากยังพร่ำบ่นอะไร บางอย่างอยู่ด้วยสีหน้ากังวลเช่นเดิม จนทำให้
ชูไทน์เนอร์ต้องพูดปลอบออกไปด้วยเกรงว่าอาน่าจะคิดมากต่อสิ่งที่เธอพูดก่อน หน้านี้
“ไม่เป็นไรหรอกครับอาน่า ไอ้คำพูดเมื่อกี้ผมไม่ได้คิดว่ามันเลวร้ายอะไรหรอกครับ”
“งือ...”
อาน่าพยักหน้ารับด้วยสีหน้าจ๋อย ๆ พร้อมทั้งวางจานคุกกี้ลงบนโต๊ะ แล้วนั่งลงช้า ๆ ซึ่งทันทีที่วางคุกกี้แล้วฮิลด์ก็หยิบมันใส่ปากทันทีก่อนที่จะหันหน้ามามองอ นาคิมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ทีหลังก็อย่าไปเชื่อคาเรนมากก็แล้วกัน รายนั้นยิ่งชอบแกล้งคนอื่นเอาสนุกอยู่ด้วย”
“งื่อ~~ เพราะฉันมันหัวไม่ทันเลยหลงกลคาเรนใช่ม้า~”
อาน่ายังดูหน้าเสีย ๆ ด้วยเธอเชื่อมั่นคิดว่าสิ่งที่ทำออกไปนั้นจะเป็นกิริยาที่ไม่ได้เสียหายอะไร กลับกลายเป็นว่ามันไม่เหมาะสมเสียอย่างนั้น แม้ว่าชูไทน์เนอร์จะไม่ได้ตำหนิอะไรก็ตามทีแต่เธอก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้กับ การถูกเพื่อนปั่นหัวเล่นเช่นนั้น
“ไม่หรอก เธอฉลาดออกจะตายไป เพียงแต่เชื่อคาเรนมากไปก็เท่านั้นเอง”
‘แต่จริง ๆ ต้องบอกว่าเธอบ๊องมากเกินไปที่เชื่อคาเรนซะมากกว่า’
ฮิลด์กล่าวพลางคิดในใจด้วยเพราะคาเรนนั้นแม้จะเป็นคนสนุกสนานชอบพูดหยอก พูดแกล้งคนอื่น ๆ แต่มักจะเป็นการแกล้งกวนประสาทให้เฮฮาเฉย ๆ ซึ่ง ‘ว่าที่สามีค่ะ’ คาเรนคงสอนอาน่าไว้แบบหยอกเล่น ๆ เท่านั้นไม่ได้คิดว่าอาน่าจะเชื่อเอามาใช้จริง ๆ จึงอดที่จะโทษตัวอาน่าเองไม่ได้ที่ดันเชื่ออะไรที่ดูไม่สร้างสรรค์อย่าง เรื่องที่ว่าผู้หญิงสมัยนี้กระโดดเข้าหาผู้ชายได้โดยเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่เจ้าตัวก็น่าจะคุ้นเคยกับกิริยามารยาทที่เหมาะสมในการแสดงออกอยู่ แล้วแท้ ๆ
“ผมบอกว่าผมไม่ถือไงครับ อาน่านี่ล่ะก็”
ชูไทน์เนอร์กล่าวพลางลูบศีรษะอาน่าเบา ๆ ซึ่งสิ่งที่เขาทำดูจะทำให้อาน่ารู้สึกดีขึ้นบ้าง จากสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนจากซึม ๆ เป็นแดงเรื่อและยิ้มออกมาเล็กน้อย
‘อืม...หมอนี่ปลอบอนาคิมให้หายเศร้าได้รวดเร็วจริง ๆ เร็วกว่าลิลิธซะด้วยล่ะมั้งนี่’
ฮิลด์จ้องมองชูไทน์เนอร์ที่ลูบหัวอาน่าด้วยความรู้สึกสนใจ เพราะเขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่าเวลาที่อาน่างอแงนั้นใครจะปลอบเธอให้กลับมา ร่าเริงได้ง่าย ๆ ยกเว้นลิลิธที่เป็นคนที่สนิทกับเธอมากที่สุด
ชูไทน์เนอร์ที่ลูบศีรษะอาน่านั้นเห็นว่าเธอดูจะอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้วจึงละ มือจากศีรษะของเธอและยิ้มรับออกไป การที่อาน่าซึม ๆ จ๋อย ๆ มันเป็นกิริยาที่เขาเพิ่งเคยเห็นจากอาน่าว่าเธอนั้นอ่อนไหวกับบาง เรื่องอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยปกติแม้อาน่าจะขี้อาย แต่การแสดงออกของเธอเวลาพูดหรือแสดงออกจะดูมั่นใจพอสมควร ขัดกับสภาพเมื่อสักครู่ที่แสดงให้เห็นอีกด้านยามที่เธอกังวลใจได้ชัดเจน
“สรุปว่า...นี่คือชายที่เธอรอคอยอยู่จริง ๆ สินะอนาคิม” ฮิลด์กล่าวในขณะที่กินคุกกี้ด้วยท่าทางที่เอร็ดอร่อย
“อืม...” อาน่าพยักหน้ารับสิ่งที่ฮิลด์กล่าวพร้อมกับอมยิ้มด้วยสีหน้าที่แดงเรื่อ แม้เธอจะไม่ได้กล่าวสิ่งใดไปกว่านี้ แต่เพียงเท่านี้ฮิลด์ก็ดูจะไม่มีคำถามอันใดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนทั้ง สองอีกแล้ว
“แถมยังเป็นผู้ถือครองอาวุธเทพซะด้วย”
ฮิลด์กล่าวต่อด้วยสีหน้าหนักใจพอสมควร เพราะเป็นเรื่องที่ดูไม่ค่อยดีนักกับการเป็นเจ้าของสิ่งที่สามารถนำมาซึ่ง ภัยอันตรายได้เช่นนี้ ซึ่งมันคงทำให้ชีวิตคู่ของชูไทน์เนอร์และอาน่าอาจจะไม่มีความสุขมากนักก็ เป็นได้
“ว่าแต่คุณเทอเรลล่ะครับ มาที่นี่ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นที่โบสถ์จริง ๆ อย่างนั้นหรือครับ” ชูไทน์เนอร์หันกลับมามองฮิลด์แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อใจนัก แม้เขาจะแสดงออกให้เห็นแล้วว่าสนิทกับอาน่ามากก็ตามที
ฮิลด์นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะยื่นถ้วยชาให้อาน่า
“ขอเพิ่มครับ”
‘หมอนี่มันอดอยากมาจากใหนกันแน่นะ’
ชูไทน์เนอร์ได้แต่รำพึงในใจด้วยตั้งแต่ที่ฮิลด์นั่งที่โต๊ะ เขายังไม่เห็นว่าฮิลด์จะหยุดรับประทานเลยแม้แต่น้อย ด้านอาน่าก็รับถ้วยชามาเติมด้วยท่าทางปกติ ราวกับเห็นว่าการกินของฮิลด์นั้นดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างมากก่อนที่จะ ส่งถ้วยชาที่เติมเต็มแล้วกลับไปให้ฮิลด์ที่รอรับอยู่
“ขอบคุณครับ...เออ แล้วก็เรียกผมฮิลด์เฉย ๆ ก็ได้ยังไงเพื่อนของอนาคิมผมก็ถือว่าเป็นเพื่อนผมนั่นล่ะ”
“งั้นก็รวมถึงลิลิธด้วยสินะคะ” อาน่ากล่าวพร้อมกับยิ้มกว้าง ท่าทางของเธอเหมือนตั้งใจจะแหย่อะไรบางอย่างต่อฮิลด์
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น ฮิลด์ที่ได้ยินคำของอาน่าก็ให้แสดงสีหน้าหนักใจขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำ เสียงที่ดูไม่ชอบใจนัก
“ไม่รวมยัยแวมไพร์นั่นได้รึเปล่าน่ะ”
“งื่อ~~ ลิลิธออกจะน่ารักนะ ทำไมถึงได้ไม่ชอบเธอเลยนะฮิลด์นี่” อาน่ากล่าวพลางรินชาลงในถ้วยของเธอเองช้า ๆ ซึ่งด้าน
ชูไทน์เนอร์ที่รับฟังอยู่ได้แต่ประหลาดใจกับทีท่าของฮิลด์ ดูเขาพร้อมจะเป็นมิตรกับทุกคนจริง ๆ แต่คงไม่ใช่กับลิลิธแน่ ๆ
ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่เอ่ยต่ออาน่าดูเหมือนว่าฮิลด์จะไม่ชอบใจอะไร บางอย่างของลิลิธนัก โดยเฉพาะเวลาที่เขาเรียกเธอว่า ‘ยัยแวมไพร์’
“ว่าแต่ว่า สรุปคุณฮิลด์มาทำอะไรที่นี่กันแน่น่ะครับ”
ชูไทน์เนอร์เอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้ในจุดประสงค์ที่แท้จริงของฮิลด์มากกว่า ที่จะฟังฮิลด์สาธยายเหตุผลที่ไม่ชอบลิลิธ
อาน่าที่เห็นชายคนรักของเธอเอ่ยถามขึ้น ก็นิ่งเงียบพลางหันมาจดจ้องที่ฮิลด์ ท่าทางเธอเองก็คงอยากจะรู้เหมือนกันว่าทำไมฮิลด์ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ด้วยเธอไม่คิดว่าฮิลด์มาเพราะทิลฟิงค์แน่นอน แต่น่าจะมาด้วยเหตุผลอย่างอื่นเสียมากกว่า
ฮิลด์นั้นยกชาขึ้นดื่มอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะวางถ้วยลงแล้วตอบคำถามของชูไทน์เนอร์ด้วยสีหน้าที่จริงจังมากขึ้น
“จริง ๆ ผมไม่ได้มาประเทศนี้ด้วยเรื่องของคุณหรอกนะครับ มาติดตามคนร้ายที่มีการเคลื่อนไหวมายังประเทศนี้ต่างหาก”
“มาลโล...” อาน่าเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูจะตกใจเล็กน้อยในขณะที่จดจ้องฮิลด์
ชูไทน์เนอร์เชื่อว่านั่นเป็นชื่อของใครสักคนแน่ แต่ใครคนนั้นทำให้อาน่าที่เวลาเป็นการเป็นงานจะนิ่งเฉย และดูเยือกเย็นกลับแสดงสีหน้าตื่น ๆ ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ซึ่งฮิลด์ที่ได้ยินชื่อดังกล่าวก็พยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบคุกกี้ขึ้นมาทาน
“เขามาที่ประเทศนี้รึฮิลด์?”
อาน่าถามด้วยสีหน้าที่ดูประหลาดใจอย่างมาก ท่าทางของเธอดูจะสนใจสิ่งที่ฮิลด์กำลังติดตามอยู่อย่างยิ่งทีเดียว
ฮิลด์ชูคุกกี้ในมือส่ายไปมาด้วยสีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วจึงตอบ อาน่าไป
“อืม...ถ้าข่าวไม่ผิด ปัญหาที่สงสัยคือหมอนั่นมาที่นี่ทำไม แล้วก็...ผมเองสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวอะไรกับกลุ่มคนที่...มีเรื่องกับคนรักของ เธอ” เขากล่าวพลางชี้ไปยังชูไทน์เนอร์ที่ยังดูงุนงงต่อเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่
อาน่าหันไปมองชูไทน์เนอร์เล็กน้อย จากนั้นจึงหันกลับมาทางฮิลด์แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“มีความเป็นไปได้นะ...ว่าพวกที่คุณชูไทน์เข้าสู้ด้วย พวกนั้นหวังจะเปิดประตูมิติที่เชื่อมต่อไปยังโลกปีศาจที่ประเทศนี้”
“...!!” แม้ฮิลด์ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ท่าทางของเขาดูจะตกใจอย่างเห็นได้ชัด ด้วยคำว่าเปิดประตูโลกปีศาจมันอดที่จะนึกถึงภัยพิบัติที่น่าจะมีความรุนแรง อย่างมากไม่ได้ เขานิ่งคิดทั้งที่ปากยังคาบคุกกี้อยู่ จนครู่ใหญ่เขาจึงกัดมันแตกแล้วกลืนลงไป
“งั้นก็พอเดาได้บ้างละ บางที... ‘กานอซซ่า’ อาจจะส่งเจ้ามาลโลมาทำงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ ๆ”
อาน่าที่ฟังข้อสันนิษฐานของฮิลด์ก็แสดงสีหน้าครุ่นคิดตาม จนชูไทน์เนอร์ที่รู้สึกงุนงงต่อสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่เอ่ยขึ้นมา
“คือ ทั้งสองท่านครับ ช่วยอธิบายให้เจ้าทุกข์เขารู้เรื่องด้วยสิครับ”
“ข้าว่าเจ้าไม่ใช่เจ้าทุกข์หรอก เป็นคนแกว่งเท้าไปหาเสี้ยนเองแท้ ๆ” ทิลฟิงเอ่ยขึ้นทันทีที่ชูไทน์เนอร์กล่าวจบ จนชูไทน์เนอร์ยิ้มแหย ๆ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงละเหี่ยใจในทันที
“ขอบใจที่ช่วยสนับสนุนฉันนะทิลฟิงค์”
“ไม่เป็นไรด้วยความยินดี” ทิลฟิงค์ตอบรับอย่างกวน ๆ จนชูไทน์เนอร์ได้แต่ทำสีหน้าเซ็ง ๆ เพราะในสายตาของทิลฟิงค์ดูจะไม่ชอบใจเลยกับการที่เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ เรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมา
ฮิลด์ดูทั้งสองด้วยความรู้สึกขบขันเล็กน้อย ไม่บ่อยนักที่เขาจะพบผู้ใช้อาวุธเทพ กับอาวุธเทพกวนกันไปมาเช่นนี้ เขาหันไปมองอาน่าที่อมยิ้มอยู่เช่นกันก่อนที่จะเอ่ยอธิบายอย่างเรียบ ๆ
“กานอซซ่าน่ะเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองอาวุธเทพ เพียงแต่เจ้านั่นมีเป้าหมายในการรวบรวมอาวุธเทพเพื่อกระทำการบางอย่าง ซึ่งเจ้านั่นมีลูกน้องที่เป็นมือมีเท้าไว้ใช้งานคนสำคัญคือ มาลโล ที่เป็นผู้ใช้อาวุธเทพเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครตอบได้หรอกนะว่ากานอซซ่าคิดจะทำอะไรกันแน่”
“มาลโลน่ะเป็นลูกครึ่งปีศาจกับมนุษย์ ฉันเองก็ไม่รู้ละเอียดมากหรอกนะคะ ทั้งว่าทำไมเขาถึงร่วมมือกับชายที่ชื่อกานอซซ่า แล้วก็ที่มาที่ไปของเขา แต่เท่าที่ทราบจากมาเขามีฝีมือพอจะสู้กับคาเรน เออ...ไม่สิ ต้อง อัครเทวทูตลูซิเฟอร์ ได้อย่างสูสีเลยก็ว่าได้”
อาน่ากล่าวเสริมด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังอย่างมาก โดยเฉพาะตอนที่เธอกล่าวว่าชายที่ฮิลด์ตามหานั้นสามารถต่อกรกับอดีต
อัครเทวทูตผู้ยิ่งใหญ่ลูซิเฟอร์ได้
แม้ชูไทน์เนอร์จะไม่เข้าใจนักสิ่งที่อาน่ากล่าวนักแต่สิ่งที่ฮิลด์บอกเล่าก็ พอจะสรุปเนื้อหาได้บ้าง และพอจะอนุมานได้ว่าชายที่ชื่อ มาลโล นั้นไม่น่าใช่มิตรแน่ ๆ แถมยังเป็นศัตรูที่เก่งกาจเสียด้วย
ฮิลด์หยิบคุกกี้ขึ้นมามองพลางส่ายมันไปมาเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวกับอาน่า ด้วยท่าทางที่ดูจะไม่ได้เคร่งเครียดเท่าเธอนัก
“อนาคิมก็พูดเกินไป อย่าลืมสิว่าคาเรนในตอนนี้น่ะพลังของเธอหายไปกว่าครึ่ง การที่มาลโลจะสู้กับเธอได้สูสีก็ไม่แปลกอะไรหรอก ยังไงผมก็เคยประมือกับหมอนั่นมาแล้วนะ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก”
“แต่ฉันอดกังวลไม่ได้นี่นา ยังไงซะคาเรนก็ไม่ใช่ธรรมดานะ แต่ก็ยังล้มเขาไม่ได้เด็ดขาดเลยนี่นา”
อาน่ากล่าวสีหน้าที่ยังคงดูเป็นกังวล เพราะเธอนั้นรู้ดีว่าคาเรนมีความสามารถขนาดใหน การที่ไม่สามารถล้มมาลโลได้แสดงว่าอีกฝ่ายก็คงมีฝีมือใช่ย่อยทีเดียว
“ว่าแต่...ดูท่าท่านจะมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจอยู่แยะทีเดียวนะท่านเพลิง พิสุทธิ์ น่าจะบอกกล่าวให้รู้กันบ้างนะท่าน”
ทิลฟิงค์กล่าวขึ้นด้วยความสนใจเมื่ออาน่าพูดถึงอดีตอัครเทวทูตที่เป็นรองพระ ผู้เป็นเจ้านามลูซิเฟอร์ ด้วยมันไม่คิดว่าเทวทูตตนนี้ยังคงอยู่บนโลกเช่นนี้ และยังดูจะเป็นเพื่อนกับอาน่าอีกด้วย
“งื่อ~~ ก็ท่านไม่ได้ถาม ฉันก็เลยไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไรดีนี่นา”
อาน่ากล่าวพลางครางใส่ทิลฟิงค์ที่พูดเหมือนกับว่าเธอเป็นคนผิดเช่นนั้น
“เอานาทิลฟิงค์ ก็ไม่ได้ถามอะไรเธอมากนี่นา จะให้อาน่าบรรยายทุกเรื่องเลยคงไม่ไหวล่ะมั้ง”
ชูไทน์เนอร์แก้ต่างให้อนาคิมด้วยรู้สึกว่า การจะให้ใครมารายงานทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคงเป็นเรื่องวุ่นวายอยู่ ยิ่งอาน่าที่มีชีวิตอยู่มานานกว่าจะสาธยายครบทุกเรื่องหูเขาคงชากันพอดี
“ขยันปกป้องคนรักจริง ๆ เลยนะเจ้าหนู”
ทิลฟิงค์บ่นแบบประชดด้วยน้ำเสียงเบื่อ ๆ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกเห็นแย้งอะไรกับผู้เป็นนาย ด้วยสิ่งที่อาน่าประสบพบเจอมานั้นคงมากมายอยู่ และจะว่าไปเรื่องของอัครเทวทูตผู้ยิ่งใหญ่นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ เกิดขึ้นกับเจ้านายของมัน การที่อาน่าไม่ได้กล่าวถึงจึงดูจะเป็นเรื่องปกติ
การที่ชูไทน์เนอร์ออกตัวปกป้องอาน่า และคำกล่าวที่เหมือนประชดของทิลฟิงค์นั้นทำให้อาน่ารู้สึกเขินอายเล็กน้อย ด้วยเธอไม่ได้ถูกผู้ชายคนใหนออกตัวปกป้องเช่นนี้มานานมากแล้ว การที่ชูไทน์เนอร์ออกตัวปกป้องเธอต่อลิเน็ตตั้งแต่ครั้งไลร่าอาละวาดก็ดี หรือในครั้งนี้จึงทำให้เธอรู้สึกดีไม่ใช่น้อย ด้านฮิลด์ที่เห็นปฏิกิริยาของอาน่าก็ยิ้มที่มุมปาก จริงอยู่อาน่านั้นออกจะขี้อายจนเขาเคยชินกับท่าทางเขินอายของเธอเมื่อครั้ง ที่ทำงานร่วมกัน หากแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอาน่าเขินอายในแบบผู้หญิงที่เขินอายให้กับ คนรัก มันทำให้เขาอดนึกถึงคาเรนและคิดในใจไม่ได้
‘ถ้าคาเรนเขินนี่...เธอจะทำหน้ายังไงหว่า’
“ว่าแต่...คาเรนไม่รู้เรื่องที่เธอมาที่นี่เพื่อตามจับมาลโลใช่รึเปล่า?” อาน่าเงยหน้าไปถามฮิลด์ด้วยความสงสัย แต่กระนั้นในใจเธอก็พอจะคาดเดาคำตอบที่จะได้รับ
“อืม...ผมบอกแค่ว่าวาติกันส่งให้มาจัดการอะไรนิดหน่อยที่นี่น่ะ” ฮิลด์ตอบพลางดื่มน้ำชาช้า ๆ ด้วยสิ่งที่อาน่าถามนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะถ้าคาเรนรู้ว่ามาลโลมาอยู่ที่นี่ เธอคงตามฮิลด์มาเพื่อจัดการหมอนั่นแน่ ๆ การที่เธอไม่ได้ตามมานั้นย่อมแปลความได้อย่างเดียวว่าคาเรนไม่ทราบเรื่องดัง กล่าว หากแต่ว่าเขาเองยังอดหวั่นไม่ได้ว่าคาเรนจะทราบเรื่องทุกอย่างแต่แกล้งทำ เป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วอยู่ ๆ คุณเธอก็โผล่มาแบบไม่ให้เขาได้ทันตั้งตัวเฉกเช่นที่เธอมักทำกับเขาบ่อย ๆ ตอนที่อยู่สหรัฐอเมริกา
“เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าคนที่เจ้าตามหาจะร่วมมือกับพวกที่มีเรื่องกับเจ้าหนูนี่รึ?”
ทิลฟิงค์เอ่ยถามกับฮิลด์ออกไปเหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง ซึ่งฮิลด์ก็ตอบไปทันทีตามความคิดแรกที่เขามี
“ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ได้มั่นใจนักหรอกคงเพราะยังไม่มีใครมองความต้องการที่แท้จริงของมา ลโลและกานอซซ่าออก เลยคิดว่าอาจจะเป็นการเปิดประตูโลกปีศาจก็เป็นได้”
“เจ้าว่าผู้ที่เจ้าตามหาอยู่ และผู้ที่คอยกำกับอยู่เบื้องหลังนั่นครอบครองอาวุธเทพเช่นนั้นรึ? พอจะบอกนามอาวุธของพวกนั้นให้ข้าทราบได้รึไม่” ทิลฟิงค์กล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างมากขึ้น จนชูไทน์เนอร์ ฮิลด์และอาน่าเริ่มให้ความสนใจตามไปด้วย ซึ่งคำถามของทิลฟิงค์นั้นอาน่าเป็นผู้ตอบออกไปด้วยสีหน้าที่สงสัยระคนความ สนใจในสิ่งที่ทิลฟิงค์ถามอยู่พอสมควร
“เออ...ของมาลโลนั่นเป็น ‘ดาบมารมิสทอลเทน’ ส่วนของกานอซซ่านั้นถือครอง ‘ดาบราชันย์เอ็กซ์คิวชั่นเนอร์’ อยู่น่ะค่ะ ท่านมีอะไรสนใจรึท่านเทพบันดาลสุข”
“ไม่เอานาเรียกข้าทิลฟิงค์ดีกว่านะท่านเพลิงพิสุทธิ์ ไอ้เทพบันดาลสุขอะไรนั่นข้าฟังแล้วมันจั้กจี้เกินไป”
ทิลฟิงค์บอกอาน่าไปด้วยน้ำเสียงที่หนักใจ มันไม่ค่อยชอบคำเรียกเช่นนี้นัก ด้วยเพราะมันให้อารมณ์กับความรู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก ซึ่งอาน่าที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะตอบทิลฟิงค์กลับไป
“หากท่านต้องการเช่นนั้นแล้ว ข้าก็อาจสนองให้ท่านได้ เพียงท่านจะเลิกเรียกข้าว่า เพลิงพิสุทธิ์ เช่นกัน”
อาน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ดูเหมือนจะแหย่ทิลฟิงค์ รวมทั้งสำนวนภาษาที่ใช้ก็เป็นแบบโบราณจนชูไทน์เนอร์ที่ได้รับฟังอยู่ยิ้มแหย ๆ ด้วยไม่คุ้นเคยกับภาษาอะไรแบบนี้ ถ้าอาน่าพูดกับเขาแบบนี้คงจะรู้สึกพิลึกจริง ๆ
“งั้นข้าก็เรียกเจ้าอนาคิมก็แล้วกัน ถ้าจะให้เจ้าว่าแม่หนูคงจะไม่ได้ เพราะเจ้าอายุมากกว่าข้า” ทิลฟิงค์กล่าวพลางเหน็บอาน่า
ซึ่งอาน่าก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าหนักใจเล็กน้อย ด้วยจะว่าไปแล้วสิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะเธอนั้นเกิดก่อนทิลฟิงค์หลายพันปีเลยทีเดียว
“ว่าแต่นายสงสัยอะไรอยู่น่ะทิลฟิงค์”
ชูไทน์เนอร์ที่สนใจอยากฟังสิ่งที่ทิลฟิงค์คิดอยู่เอ่ยถามขึ้นระหว่างบทสนทนา ที่เหมือนว่าทิลฟิงค์นั้นพยายามแกล้งอนาคิม
ซึ่งสิ่งที่ผู้เป็นนายของมันเอ่ยถามทำให้ทิลฟิงค์เงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบ ความคิดของมันเองออกไป
“ข้ามองไม่เห็นประโยชน์อันใดที่ชายผู้ถือครองอาวุธเทพทั้งสองจะสนใจกับการ เปิดประตูปีศาจน่ะ”
“หืม...ก็ถ้าเปิดประตูอะไรแบบนี้มันจะได้รับพลังที่หลงเหลือมาเพิ่มให้แก่ตน เองไม่ใช่รึไง”
ชูไทน์เนอร์เอ่ยถามทิลฟิงค์พลางมองหน้าอาน่า ด้วยเขาจำได้ถึงสิ่งที่อาน่าเคยบอกเกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะได้จากการเปิดประตู โลกปีศาจ ซึ่งมันดูจะเป็นเหตุเป็นผลให้พวกที่ฮิลด์ตามหาอยู่ร่วมมือกับพวกของมัลติน
“เจ้าคิดเช่นนั้นรึ ข้าว่า...ข้าขอฟังความเห็นจากผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องการเปิดประตูไปต่างมิติ อย่างท่านอนาคิมสักหน่อยจะดีกว่า”
ทิลฟิงค์กล่าวขึ้นพร้อมกับขอความเห็นจากอาน่า ด้วยเพราะมันคิดว่าเธอที่อยู่มานานและมีหน้าที่ในการดูแลประตูมิติพวกนี้โดย ตรงน่าจะตอบข้อสงสัยของมันได้อย่างดี ซึ่งอาน่าที่ถูกขอความเห็นนั้นก็นิ่งคิดในสิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวเมื่อครู่และ ต่อสิ่งที่คนรักของเธอแย้งทิลฟิงค์ จริงอยู่เธอให้ข้อมูลชูไทน์เนอร์ไปเช่นนั้นด้วยไม่ได้คิดว่าจะมีผู้ที่ถือ ครองอาวุธเทพมาเกี่ยวพัน
หากแต่ในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่ทิลฟิงค์กล่าวทำให้เธอฉุกคิดอะไรบางสิ่งได้
“นั้นสินะ...ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่กานอซซ่าจะได้ประโยชน์จากการมาช่วยพวก นี้เปิดประตูโลกปีศาจ”
“ยังไงรึอนาคิม?” ฮิลด์ยิงคำถามไปทันทีที่อาน่ากล่าวออกมาเช่นนั้น
“มาลโลเป็นลูกครึ่งปีศาจ อาวุธที่ใช้ก็เป็นอาวุธเทพที่มีลักษณะของปีศาจซึ่งสามารถใช้เปิดประตูย่อย ๆ เข้าออกโลกปีศาจได้สบาย ๆ อยู่แล้ว ในเมื่อมาลโลสามารถทำเช่นนั้นได้กานอซซ่าก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาช่วยพวกที่ พยายามเปิดประตูโลกปีศาจเลยแม้แต่น้อย” อาน่าอธิบายพลางหรี่ตาลงมองคุกกี้ที่เธอหยิบขึ้นมาแกว่งไปมาอยู่ตรงหน้า
“แล้วไอ้พลังอะไรจากประตูนั่นล่ะอาน่า”
“คะ?...จริงอยู่ค่ะว่าคงมีพลังหลุดจากการเปิดประตูขนาดใหญ่มากพอที่จะเอาไป ใช้ทำอะไรต่ออะไรได้มากมาย แต่มีความเป็นไปได้ว่ามาลโลและการนอซซ่าไม่ได้สนเรื่องการเปิดประตูอะไรนี่ ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะถ้าพวกนั้นคิดสนใจล่ะก็ คงทำไปตั้งแต่เมื่อนานมาแล้วแน่นอน” อาน่าหันไปตอบสิ่งที่ชูไทน์เนอร์เอ่ยถามขึ้นก่อนที่จะเอาคุกกี้ในมือตัวเอง ใส่ปากแล้วรับประทานไป
“และเอ็กซ์คิวชั่นเนอร์ของชายที่ชื่อกานอซซ่านั่นถือครองอยู่นั้น ว่ากันตามจริงเป็นอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดผนึกประตูโลกปีศาจ มามีส่วนร่วมในการเปิดโลกปีศาจเนี่ย ข้าว่ามันพิกล ๆ อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ” ทิลฟิงค์กล่าวเสริมจากที่อาน่าอธิบายไปก่อนหน้า ด้วยตัวมันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าอาวุธที่มาลโลและกานอซซ่ามีนั้นดูไม่สมเหตุ สมผลในการที่เจ้าของมันจะมามีส่วนร่วมในการทำอะไรที่สิ้นเปลืองและค้านกับ สิ่งที่ตัวเองมีอยู่เช่นนี้
ฮิลด์เอนกายไปกับพนักพิงของเก้าอี้พลางคิดในสิ่งที่อาน่าและทิลฟิงค์กล่าว ซึ่งมันก็มีเหตุผลน่าเชื่อจริง ๆ เพราะการเปิดประตูปีศาจนั้นดูจะไม่ได้มีขั้นตอนอะไรเอิกเกริกนัก ดูจะทำได้ง่าย ๆ และเงียบกว่
| |