白線流し
Lv.18
Ancestors of Death Apostles
คำว่า โอตาคุ คืออะไร ? ลองมาแสดงความคิดเห็นกันหน่อยไหม ?
สืบเนื่องมาจาก จากกระทู้ของดันไบน์ หลายต่อหลายคนอาจจะรู้สึกคลุมเคลือกับคำว่าโอตาคุ ว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร? เป็นคำที่ใช้เรียกอะไร?  มีความหมายในเชิงบวกหรือเชิงลบ ? วันนั้นเราลองมาแลกเปลี่ยนทรรศนะกันดูดีกว่า

โดยเนื้อแท้ของความหมายแล้ว คำว่าโอตาคุ (オタク ) ในภาษาญี่ปุ่น ถ้าแปลแบบตรงตัวจะ ได้ความหมายว่า "บ้าน" หรือ "สุขภาพ" ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนที่กำลังพูดด้วยหรือสถานที่  

ดังนั้นคำว่าโอตาคุ จะมีความหมายสแตนดาร์ดของมัน และความหมายที่เกิดจากการตีความของแต่ละคนแต่ละกลุ่มด้วย

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. จากนี้ไปเป็นความคิดเห็น และสิ่งที่ผมได้ยินได้เห็นได้เข้าใจมา อาจจะไม่ถูกต้อง 100%กรุณาใช้วิจารณญาณ และไม่ได้จงใจพาดพิงถึงใครๆ ถ้าล่วงเกินใครไปก็ขออภัยในณ.ที่นี้ m(_ _)m

โอตาคุเป็นทั้งคำในแง่บวกและคำในแง่ลบขึ้นอยู่กับทรรศนะคติของคนทื่ใช้และคนที่ถูกพาดพิงถึง  

ในแง่บวกคือ ใช้เรียกคนหรือกลุ่มคน ที่มีความสามารถและความรู้ในเรื่องที่ตนเองสนใจมากมายเป็นพิเศษ เช่นงานอดิเรก พูดได้อีกแง่นึงคือ "Mania" เช่นยกตัวอย่าง สมมุติว่า คนๆนึงมีความสนใจด้านเครื่องบินรบเป็นพิเศษ สามารถจดจำชื่อของรุ่น อะไหล่ยี่ห้อ บริษัทที่ผลิต อาวุธที่ติดตั้ง เครื่องยนต์ที่ใช้ เพดานบิน ความเร็วสูงสุด จำนวนเชื้อเพลิงที่ใช้ กองทัพที่นำไปใช้ สงครามที่เข้าไปมีส่วนร่วม วันเวลาที่ปลดประจำการ ฯลฯ ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน นั่นก็ถือว่าเป็นโอตาคุทางด้านเครื่องบิน

หรือจะเอาที่ใกล้ตัวหน่อย ก็เรื่องกันดั้ม ถ้าพูดถึงเรื่องโมบิลสุทขึ้นมาตัวหนึ่ง แล้วสามารถตอบข้อมูลได้ ทั้งน้ำหนักส่วนสูง เทคโนโลยีที่ใช้ มีคุณสมบัติอย่างไร แร่ที่ใช้สร้าง อาวุธที่ติดตั้ง ใช้งานที่ไหน ใครขับ โผล่ออกมาในตอนไหนบ้าง มีสายพัฒนามาอย่างไร บลาๆๆๆ  ฯลฯ นี่ก็ถือได้ว่าเป็น โอตาคุกันดั้มเช่นกัน  

(เกร็ดเล็กๆน้อยๆ ใน FMP ตอนแรกที่ จิโดริ เจอกับ โชสุเกะ ถ้าได้ฟังแบบภาษาญี่ปุ่นในขณะที่จิโดริเห็นโชสุเกะพกอาวุธมาโรงเรียน พูดจาภาษาทหาร ทำตัวเหมือนทหาร และมีความรู้เกี่ยวกับ อาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย จิโดริก็ได้ตั้งแง่และเรียกโชสุเกะว่าเป็น "โอตาคุทหาร" เหมือนกัน (ก็ทหารจริงๆนิ )  )

ดังนั้นในมุมมอง(ที่เป็นกลาง ไม่บวกไม่ลบ) ของคนภายนอกที่มองมาเหล่าโอตาคุแล้ว จะได้ความหมายทำนองที่ว่า "คนที่มีความรู้เฉพาะทางเยอะ แต่ไม่สามารถเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้" หรือ "คนที่มีความรู้เรื่องที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเยอะเกินไป" ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจากความคลั่งไคล้ ใฝ่รู้ใฝ่เห็นในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือ งานอดิเรกของเหล่าโอตาคุ คนที่ไม่ได้มีรสนิยมเดียวกัน หรือไม่ได้มีความประทับใจเหมือนกัน การที่จะมองเป็นแบบนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ

แต่ถ้าในกลุ่มผู้คลั้งไคล้สิ่งเดียวกัน โอตาคุอาจจะได้รับคำชมคำยกย่องภายในกลุ่มทำนอง ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ เกจิอาจารย์ ฯลฯ

ต่อมาก็คือในแง่ลบ
แน่นอนถ้ามองในมุมองแง่ลบ หรือจากคนที่มีอคติ มันต้องได้มุมมองที่ไม่ดีกลับมาแน่ๆ อาจจะโดนหาว่าเป็นพวกคลั่ง พวกมาเนีย โดนตั้งแง่รังเกียจต่างๆนาๆซึ่งบางอย่างอาจมีสาเหตุมาจากการที่คนๆนั้นเป็นคนสร้างขึ้นมาเองยกตัวอย่างเช่น
1. ไม่สนใจความเป็นไปของโลกภายนอก สนใจแค่สิ่งที่ตัวเองคลั่งไคล้เท่านั้น
2. ทำตัวแปลกแยกออกห่างจากสังคมส่วนใหญ่ (เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอยู่)
3. ปิดกั้นตัวเองออกห่างจากเพื่อนฝูงญาติพี่น้องที่เคยสนิทกันในอดีตเพียงเเพราะไม่เข้าใจและไม่ได้มีความสนใจกับสิ่งเดียวกันที่ตัวเองเชี่ยวชาญอยู่
ฯลฯ
ซึ่งตัวอย่างที่ว่ามาข้างต้นนั่น บางทีอาจจะเป็นบุคลิกนิสัยของตัวคนๆนั้นเองมากกว่า ที่จะเป็น  Stereotype ของคนที่เป็นโอตาคุ อย่างไรก็ตาม อาจจะเนื่องจากว่าคนที่มีลักษณะอย่างที่ว่านั้น มีจำนวนมากในหมู่ โอตาคุ หรือ คนที่มีบุคลิกดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็น โอตาคุ ทำให้ภาพrจน์มุมมองของคนที่มีอคติจะตัดสินว่า โอตาคุต้องมีลักษณะ ปิดกั้นตัวเอง เข้าสังคมยาก ไม่เอาสังคม อยู่ในโลกส่วนตัวมากไป ไม่ดูแลคนรอบข้าง ไม่ดูแลตัวเอง พูดแต่ภาษาเฉพาะทางที่ไม่รู้เรื่อง ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีความอดทน เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่าคนที่มีความรู้ความคลั่งไคล้ในด้านต่างๆ เข้าขั้นโอตาคุ แต่ไม่ได้มีลักษณะอย่างที่ว่า สามารถอยู่ร่วมสังคมได้อย่างคนธรรมดาๆ โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ก็มีอยู่ถมถืด

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า คำว่าโอตาคุ มีต่างความความหมาย ต่างวาระมากมาย แล้วแต่ความรู้สึกของผู้ที่ใช้คำๆนี้  และผู้ที่ถูกเรียกด้วยคำๆนี้ ไม่ว่าจะเชิงบวกหรือเชิงลบก็ตามที

ประเด็นที่อยากให้มาลองขบคิดกันก็คือ
1. คุณมีความรู้สึกอย่างไร กับคำว่าโอตาคุ / โอตาคุในความหมายของคุณคืออะไร ?
2. ถ้ามีคนเรียกคุณว่า โอตาคุ เนื่องจากเห็นคุณชื่นชอบ อนิเม / เกมส์ / การ์ตูนญี่ปุ่น คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร และคิดว่าเขาเข้าใจคำว่า”โอตาคุ” ที่เขาใช้เรียกคุณหรือไม่ ?
3. จำเป็นไหม ที่เมื่อสังคมส่วนใหญ่ไม่รับรู้ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราชอบ แล้วจะต้องต่อต้านโดยการปิดกั้นตัวเอง หรือ หลบหนีสังคมนั้นๆไป ? กรุณาให้เหตุผล
4.(เพิ่มเติม) กรุณาให้คำจำกัดความ ของ ขอบเหตุของความ"พอดี" ในการทำสิ่งที่คุณชื่นชอบคลั่งไคล้

ปล. ประเด็นนี้อาจจะละเอียดอ่อนไปหน่อย แต่กรุณาอย่าแสดงความคิดเห็นในเชิง ล่วงเกิน กล่าวหา ลบหลู่ดูหมิ่น หรือ หยาบคาย ถ้าไม่เห็นด้วย กับความคิดของคนอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องโต้แย้งอย่างรุนแรง เพราะทุกคนต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป นานาจิตตัง

   -   Edit by 八神Rain(22 มิ.ย. 2547-13:42:29)
23.06.2004 - 16:12:13
แสดงความเห็น หน้าละ 10 ความเห็น หน้าที่ 1 . >> [ 1 ][ 2 ][ 3 ]
A21
Lv.14
Test Pilot
1.โอตาคุของผมนี่จะหมายถึงผู้คลั่งไคล้มากกว่า อาจจะไม่ถึงขั้นบ้ามากมาย ก่อนอ่านกระทู้นี้ผมนึกว่ามีโอตาคุการ์ตูน+อนิเม+เกมส์แค่นี้นะเนี้ย ถามว่ารู้สึกยังไง ขอตอบว่าธรรมดานะคนที่ชอบก็ย่อมจะจดจำสิ่งที่ตนเองชอบได้เป็นพิเศษอยู่แล้วตามความชอบ  
2.โดยส่วนตัวถ้ามีคนเรียกผมอย่างนี้แสดงว่าเขาน่าจะรู้จริงไม่น่าที่จะเรียกสุ่มๆ  
3.ไม่จำเป็นนี่นาที่จะต้องหลบซ่อน ของอย่างนี้อาจจะไม่มีประโยชน์ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใครๆเดือดร้อนนี่นา ทุกคนก็มีสิทธิเสรีภาพที่จะชอบ/ไม่ชอบอะไรอยู่แล้ว เป็นสังคมเองแหละที่ปิดกั้น  

แล้วเราเป็นโอตาคุไหมหว่า

Reply-1
23.06.2004 - 04:35:13
リリース
Lv.23
Guard
1. ความรู้สึกของผมที่มีต่อคำว่า "โอตาคุ" ผมรู้สึกดีกะคำนี้นะ ถ้าให้ผมจำกัดความก็คงใช้ความหมายเดียวกับเรนซัง คือ "ใช้เรียกคนหรือกลุ่มคน ที่มีความสามารถและความรู้ในเรื่องที่ตนเองสนใจมากมายเป็นพิเศษ" ส่วนความหมายในทางลบนั้น มันหมายถึง การที่คนอื่นมองเรา ต่างหาก เป็นเรื่องของการมองคนละมุม

2. ถ้ามีคนเรียกผมว่า "โอตาคุ" ผมจะรู้สึกยังไงมันขึ้นอยู่กับคนที่เรียกนะ ถ้าคนที่เรียกผมเค้าชื่นชอบสิ่งเดียวกะผม ผมก็รู้สึกน้อบรับคำที่เค้าเรียกผม แต่ถ้าคนที่เรียก เค้าไม่ได้ชื่นชอบสิ่งเดียวกะผม การที่เค้าเรียกผมว่า "โอตาคุ" ก็อาจจะหมายถึง การดูถูกว่าผมติ๊งต่อง ปัญญาอ่อน ผมก็คงรู้สึกไม่ดีเท่าที่ควร

3. ผมไม่ต่อต้านนะ เพราะเราคงไม่สามารถเปลี่ยนให้คนรอบตัวเรามาชอบในสิ่งที่เราชอบได้ แต่เราเลือกที่จะอยู่กับสิ่งที่เราชอบได้โดยไม่สร้างความรำคาญใจให้คนอื่น และที่พูดมาก็ไม่ได้หมายถึงว่าชีวิตทั้งหมดของผมจะอยู่แต่ในโลกส่วนตัว ก็ต้องมีเวลาส่วนนึงที่ผมยังต้องอยู่กับคนรอบข้าง ซึ่งผมนั่นแหละก็ต้องเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงเพื่อคนรอบข้าง

4. คำว่า "พอดี" ของผม อยู่ตรงที่ ไม่เอาสิ่งที่เราชอบมาปนเปสับสนกะโลกในความเป็นจริงน่ะฮะ แค่นี้ก็ถือว่าพอดีแล้วล่ะ

   -   Edit by Z.O.E(22 มิ.ย. 2547-22:11:13)
Reply-2
22.06.2004 - 20:39:13
Anavel_Gato
Lv.17
Nightmare of Solomon
1. สำหรับคำว่า โอตาคุ ก็ รู้สึกว่าคำนี้มัน positive นิดๆนะ โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างชื่นชมคนที่มีแรงบันดาลใจที่จะ "สนใจอะไรซักอย่างแบบเอาเป็นเอาตาย" (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรจะอยู่ในกรอบบ้าง ไม่ใช่ว่าบ้าจนไม่เป็นอันทำอย่างอื่น นี่ก็ไม่ไหว)
    ส่วนความหมาย..... เอ้อ บอกไม่ถูกแฮะ แต่ที่แน่ๆ เวลาพูดว่า"โอตาคุ"จะนึกถึงไอ้สองตัวนั้นในคอมิปาทุกทีเลย

2. ถ้ามีคน (ที่คิดว่าเข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร) มาเรียกว่าโอตาคุ....... ก็เฉยๆนะ เพราะยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เข้าขั้น
   แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เข้าใจ มาเรียกว่า โอตาคุ แบบนี้มีเคือง - -+

3. ไม่จำเป็น ในเมื่อเขาไม่รับรู้ เราก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนซักหน่อย จะมาหาว่าเราทำให้ประเทศชาติขาดดุลการค้ามันก็ดูข้างๆคูๆนะ  

   ตรงนี้บ่นแถม พวกบุญทุ่มด้อยปัญญาแต่อาจหาญเรียกตัวเองว่าโอตาคุ (การครอบครอง หรือ สะสม หนังสือต้นฉบับญี่ปุ่นที่มีไว้ก็อ่านไม่ออก ถือติดมือไป "แกล้งทำเป็นอ่าน" ตามงานการ์ตูน หรืองานรวมกลุ่ม ไม่ได้แปลว่าเป็นโอตาคุซักหน่อยนะ) แถมเที่ยวไปดูถูกคนอื่น เดี๋ยวนี้เริ่มเยอะนะ - - พบได้เกลื่อนกลาดตามเวบบอร์ดด้วย เพราะความนิยมของอาหารประเภทกบลดลงรึเปล่า รึว่าทรัพยากรกะลามันมีมากเกินพอ
Reply-3
22.06.2004 - 00:09:14
[Zela]
Lv.8
Magella Attack
-
1. คุณมีความรู้สึกอย่างไร กับคำว่าโอตาคุ / โอตาคุในความหมายของคุณคืออะไร ?  
>>> คนที่ชอบและสนใจในสิ่งนั้นเป็นพิเศษ ไม่จำกัดว่าเป็นแค่ เรื่องอนิเม หรือ เกมส์ อย่างพวกที่บ้าบอล พนันบอลพวกนี้ก็น่าจะเรียกว่า  "โอตาคุบอล"  (แต่พนันบอลมันไม่ดี)  
2. ถ้ามีคนเรียกคุณว่า โอตาคุ เนื่องจากเห็นคุณชื่นชอบ อนิเม / เกมส์ / การ์ตูนญี่ปุ่น คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร และคิดว่าเขาเข้าใจคำว่า”โอตาคุ” ที่เขาใช้เรียกคุณหรือไม่ ?  
>>>> ถ้าเขาเรียกเราว่า โอตาคุ คงไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ ถ้าคนนั้นเข้าใจความหมายของคำนี้ดีพอ แต่ถ้าเขาไม่รู้ความหมายแล้วมาเหมารวม คงต้องมีอธิบายกันบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้มีทัศนคติที่ดี มากกว่าที่จะเป็นอคติ  
3. จำเป็นไหม ที่เมื่อสังคมส่วนใหญ่ไม่รับรู้ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราชอบ แล้วจะต้องต่อต้านโดยการปิดกั้นตัวเอง หรือ หลบหนีสังคมนั้นๆไป ? กรุณาให้เหตุผล
>>>>สำหรับผม ไม่จำเป็นต้องสนใจ เราไม่ได้ไปทำความเดือนร้อนให้ใคร เราเป็นตัวของเรา  ชอบของเราเอง ไม่ผิดกฎหมาย ถ้าเขาไม่เข้าใจแล้วเข้ามาถามก็อธิบายไป ไม่จำเป้นจะต้องไปไล่อธิบายทุกคนที่มองเราแล้วทำสีหน้าสงสัย....(ผมก็ไม่ใช่ระดับ โอตาคุ แต่ใครมาบอกว่าใช่ผมก็ไม่ว่าอะไร แค่รู้ว่าเรายังเป็นคนดีของสังคมก็พอใจแล้ว)  
          


Reply-4
22.06.2004 - 02:47:14
Gundam_A
Lv.10
G-Armor
zaku06s@hotmail.com
1. สำหรับผม คำว่า โอทาคุ รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าใหร่นะ สงสัย อาจเพราะ เกมส์+การ์ตูนที่อ่าน โอทาคุ มันออกไปในแง่ลบ
2. โอทาคุเป็นคำเรียกของคนญี่ปุ่น มาเรียกกับคนไทย ผมไม่ชอบครับ(ไม่ได้ชาตินิยมนะ ไม่งั้นคงไม่อ่านการ์ตูนหรอก )
3. ไม่จำเป็นต้องต่อต้านครับ ในเมื่อมันเป็นงานอดิเรก คนต่อต้านก็คือคนที่ไม่ได้สนใจสิ่งที่เราชอบก็แค่นั้น
4. พอดี คือ ทำอะไรที่ไม่ทำให้ผู้อืนเดือดร้อน หรือ ตัวเองเดือดร้อนจนเกินไป อย่างเช่น มีเงิน 100 บาท เอาไปซื้อหนังสือการ์ตูน 120 บาท (อีก20บาทยืมเพื่อน)  

แล้วสมัยที่ผมหมกหมุ้นกับสิ่งเหล่านี้แบบไม่สนใจโลกภายนอก ก็ไม่ได้เรียกว่า โอทาคุสินะ   
Reply-5
22.06.2004 - 20:51:14
塔馬マサキ
Lv.25
King of Unlucky
http://touhougenso.exteen.com/
1. กลางๆแต่ค่อนไปทางบวกเสียมากกว่า เป็นพวกมาเนี่ยรอบรู้ในเรื่องนั้นๆจริง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะชอบอะไรสักอย่างชนิดรู้ก็รู้ไปเลยให้ลึกถึงแก่น ในสายตาผมว่าดีนะแบบรู้อะไรก็รู้ให้จริงน่ะ ผมว่าดีออกเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งสักเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่ตัวเองชอบ (แต่ไอ้เถียงหัวชนฝาแบบเอาสีข้างเข้าไถคิดว่าตัวเองถูกตลอดหนึ่งในยุทธจักรไม่รับฟังความเห็นคนอื่นนี่ก็ไม่ไหวนา -_- ) แต่ถึงกระนั่นก็ต้องใช้ชีวิตให้เป็นแบ่งแยกเวลากับเรื่องต่างๆให้ออก ถ้าอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ถึงแม้ตัวเองจะเชี่ยวชาญศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่งแบบไร้เทียมทานในยุทธภพ ผมว่ามันก็เท่านั้น ~ 3~  

ปล. ความคิดผมเหมือนกาโต้อย่างนึงคือ ถ้าคิดถึงโอตาคุจะคืดถึงไอ้คู่หู โอทาคุ A&B (จริงๆมีชื่ออะนะ ทาเตะ กับ โยโค แต่ส่วนใหญ่ก็เรียกกันคู่หูโอตาคุ AB ^^" )

2. ข้อนี้ไม่ต้องสมมุติเพราะเคยเจอมาแล้ว ^^"  จริงๆไม่ค่อยพิศมัยสักเท่าไหร่ที่จะมีคนเรียกว่าโอทาคุ (แต่ก็มีคนเรียกนะบ่อยด้วย...ในด้าน... เอ่อ ช่างมันเหอะ) เพราะว่ายังไม่เชี่ยวในด้านนั้นจริงๆความรู้เท่าหางอึ่งพอรู้นิดๆหน่อยๆยังไม่แตกฉาน ความรู้ยังสู้อีกหลายๆคนไม่ได้ พอมามีคนเรียกว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆมันก็... รู้สึกทุเรศตัวเองและรู้สึกกรดากอยู่ไม่น้อย เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นยังไง มีคนที่รู้มากกว่าเชี่ยวชาญมากกว่าอยู่อีกเยอะ ถ้ารู้ลึกรู้จริงจะไม่ว่าเลยถ้าโดนเรียกแบบนั้น ส่วนใหญ่คนที่เรียกผม ก็น่าจะรู้ความหมายอยู่น่ะนะ แต่บอกตามตรงผมไม่ค่อยจะชอบสักเท่าไหร่ ประมาณยิ่งโดนยกย่องก็ยิ่งรู้สึกแย่ เพราะเรารู้ว่าขีดความสามารถของตัวเราตอนนี้นั้นมีอยู่แค่ไหน

3. ไม่จำเป็น หนีก็เท่ากับการยอมแพ้ จะชอบอะไรสักอย่างไม่เห็นจำเป็นต้องหลบๆซ่อนๆเลย ถ้าไอ้เรื่องที่เราชอบไม่ใช่เรื่องเสียหายผิดทำนองคลองธรรม ใครจะไปว่าอะไร จริงมะ

4. ความพอดีงั้นรึ อืม... ตอบค่อนข้างยากเพราะขึ้นกับบุคคลด้วยว่าความพอดีสำหรับแต่ละบุคคลมันมากน้อยแค่ไหน บางทีเราว่าพอดีแต่คนรอบข้างมองดูว่ามันเวอร์ไปก็มีอยู่ เอาเป็นว่าในความคิดผม จุดของความพอดีน่าจะอยู่ที่ว่า รู้ว่าแค่ไหนพอ ไม่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันในสังคมจริงๆในโลกจริงๆนั้นมีปัญหารู้จักแบ่งแยกเวลารู้ว่าตอนไหนควรทำอะไรเหมาะที่สุดไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนกลุ่มใจ อย่าทำสิ่งที่เราสนใจมากๆจนถึงขนาดกับฝืนร่างกายตนเองถึงแม้จะคิดว่าตัวเองไหวอยู่ก็จริงแต่มันก็แค่การคิดไปเองของตัวเราเท่านั้น อย่างนั่งเล่นเกมมาราธอนไม่กินไม่นอนไม่ไปเรียนใครจะพูดทัดทานยังไงก็ไม่สนเอาแต่เฝ้าไอ้เจ้าอภินิหารกล่องศักดิ์สิทธิ์นาม PS2 อยู่3วัน3คืน นี่ก็กระไรอยู่อย่างนี้ก็เกินไป

ไม่มีใครรู้จักตัวของตัวเองดีกว่าตัวเองไปอีกแล้ว
Reply-6
23.06.2004 - 11:55:14
【 M i z a G i 】
Lv.19
Samurai
darkmisaki@hotmail.comhttp://mizagi.exteen.com
1.คำนี้เหรอ อืมมมม ให้ถูกก็ไม่รู้สึกไรนะ แต่ถ้าได้ยินจะรู้สึงเชิงลบ นิดหน่อยอ่ะครับ ความหมายก็พวกคลั่งใคล้ ล่ะมั้งครับ ?
2.ขึ้นอยู่กับการเรียกนะ  แต่โดยเดิมก็ไม่ได้ชอบให้คนมาเรียกหรอก เพราะผมแค่ชอบอ่าน แต่ไม่ได้คลั่งใคล้นี่นา *-*
3.อันนี้ขึ้นอยู่กับคนนะครับ ส่วนผมก็ปรับตัวโอนอ่อนตามสังคมได้นะ ความเห็นคือ ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นอ่ะครับ
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามนะครับ ไม่งั้นก็อยู่กับพวกที่ไม่ชอบเหมือนเรา ไม่ได้อ่ะดิ ^^"
4.ไม่หมกมุ่นเกินไป เท่าไหนดีล่ะ คำจำกัดความแบบนี้มันยากแฮะ ให้อยู่ในขั้นงานอดิเรกก็พอครับ

จะบอกว่า โปรฯ ก็โปรฯจิ มาเรียกโอตาคุแล้ว แหม่งๆน้า เพราะส่วนใหญ่คนไทย ไม่ใช้คำนี้หรอก
คำนี้เลยมีความหมายแง่เดียว คือ พวกบ้า การ์ตูน อนิเม เกมส์ อะไรแบบนี้อ่าครับ
จะมีคนไทยใช้ก็พวกวงใน อ่ะนะ แถมพวกใช้ก็แบ่งระดับไปอีก 2 พวกน้า (คิดเอาเองนะครับ อย่าถือสา ^^")
1.โอตาคุ  -  บ้ากาตูน บ้าเกม
2.โอตาคุ  -  พวกเชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญ
ถ้าเจอเรียกในแบบที่หนึ่งโดยส่วนตัว ผมไม่ชอบอ้ะ (=w=)"
Reply-7
23.06.2004 - 18:18:15
Ritsu
Lv.17
Diviner
อืม.... เปิดประเด็นยาวซะแล้วรึ *-* (พอดีงานเสร็จใช้คอมวอร์ดพิมพ์สักหน่อยละกัน - - ยังมีงานรอต่ออีก)
1. เรื่อง โอตาคุ ของผมมองกลางๆ แต่ออกจะไปทางลบเล็กน้อยน่ะ คือ ที่ผมเคยได้ยินมาส่วนใหญ่สำหรับคนภายนอกแล้ว (เท่าที่ฟังมาน่ะนะ) มันจะออกไปแนวทางที่คลั่งไคล้ เสียจนแยกสิ่งที่ชอบ กับ โลกความเป็นจริงไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีนัก แต่สำหรับ คนที่คลั่งไคล้อะไรสักอย่างแล้วยังแยกแยะออกก็มีถมไปนี่นะ (แต่เท่าที่ผมรู้คนเหล่านั้นส่วนใหญ่กลับไม่ถูกเรียกว่าโอตาคุ >_< )
2. ไม่ค่อยชอเบท่าไหร่น่ะ *-* เหตุนึงก็เพราะรู้สึกว่าสำหรับคนส่วนใหญ่คพนี้มันออกไปทางลบเล็กน้อย แต่เหตุผลหลักๆคือ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่ได้คลั่งไคล้อย่างใดอย่างนึงมากนัก (เด๋วก็เกมส์ เด๋วก็อนิเม เด๋วก้คอม เด๋วก็.... บลาๆๆๆ ไม่เคยอะไรสุดสักอย่าง) เลยทำให้ไม่น่าจะเรียกว่าโอทาคุได้เท่าไหร่นัก
3. ไม่จำเป็นแน่นอน ชีวิตประจำวันผมก็ออกจะแบบนั้นบางส่วนนะ - - ก็ยังไม่เห็นจำเป็นต้องปิดกั้นอะไรเลย เพราะเรื่องที่เราชอบกับเขาชอบมันไม่จำเป็นต้องเหมือนกันอยู่แล้วนิ นานาจิตตัง ต้องปรับตัวเข้าหากันให้ได้ถึงจะถูก อย่างผมปกติประจำวันก็จะคุยเรื่องทั่วไปบางทีพอนึว่ามันคล้ายๆกับการ์ตูนอะไร ผมก็ลองๆเล่าให้ฟังเขาก็ฟังกันนะ แล้วก็ชอบด้วย (ไม่ได้ปฏิเสธเหมือนจู่ๆก็เล่าเอาๆๆ)
4. คำว่า พอดี ในการทำสิ่งที่ชอบก็อย่างแรกเลยต้องแยกแยะโลกจินตนาการ กับ โลกความจริงให้ออก สิ่งที่เราชอบน่ะเราจะทำยังไงเท่าไหร่ก็ได้ แต่ในความเป็นจริงน่ะต้องไม่ลืมหน้าที่ของเรา ชีวิตประจำวันของเรา แล้วก็คนรอบข่าง เพราะคนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมีครอบครัว มีเพื่อนฝูง สังคม และสิ่งแวดล้อมต่างๆมากมาย การที่ทำแต่สิ่งที่ชอบตลอดมันทำให้เรื่องชีวิตประจำวันหายไปจากความนึกคิดนี่มันเป็นเรื่องที่เกินควงามพอดีสำหรับผม - -
  อย่างที่2 ก็คือ ควรแบ่งเวลาในการทำสิ่งที่ชอบและเวลาในการใช้ชีวิตประจำวันให้ดี ไม่ใช่ทำแต่สิ่งที่ชอบจนเกินไป
  อย่างที่สุดท้าย ก็ ทำอะไรต้องคิดถึงคนใกล้ตัวเราก่อน คือ พ่อกับแม่ ควรรำลึกตลอดว่าที่เราทำสิ่งที่ชอบได้ทุกวันนี้ ก็เพราะเรามีพ่อมีแม่คอยเลี้ยงดู แล้วต่อไปเราก็ต้องเลี้ยงดูตัวเอง และ ตอบแทนพระคุณพ่อแม่บ้างดังนั้นก็ไม่ควรจะทำแตสิ่งที่เราชอบมากจนเกินไป *-* (อันนี้สำหรับคนยังไม่ทำงาน ยังเรียนอยู่อย่างผมอ่ะนะ ถ้าตอนทำงาน คงต้องแยกชีวิตทำงาน กับ ชีวิตพักผ่อนให้ออกล่ะมั้ง แล้วถ้ามีครอบครัวของตัวเองก็ต้องแยกเวลาไปให้ครอบครัวมากขึ้นอีก)
หมดแล้ว..... บ่นซะยาวเชียว ก็แค่ความคิดของผมน่ะนะ ถ้าพูดอะไรไม่ถูกต้องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
Ritsu ไปเขียน progress note ต่อล่ะ อะไรนะ ใก้ลได้เวลา DTX แล้ว ใจเย็นหน่อยยยยยๆ จะทำไม่ทันแล้วววว

Reply-8
22.06.2004 - 06:33:15
priss
Lv.14
Thief
priss@chaiyo.com
1. สำหรับคำๆนี้รู้สึกชื่นชมน่ะที่เค้าทุ่มเทในการที่จะศึกษาในสิ่งที่เค้าชอบมากๆแต่ต้องไม่ลืมที่จะสนใจสิ่งรอบข้างด้วย
2. เฉยๆอ่ะเพราะเป้นคนไม่ค่อยแคร์อะไรซักเท่าไหร่ แฮะๆ
3. ไม่จำเป็นเด็ดขาด เพราะเราสามารถที่จะปรับตัวเข้าหากันได้
4. เล่นให้รู้จักเล่นเรียนให้รู้จักเรียนแบ่งเวลาอยู๋กับครอบครัวซะบ้างก็โอเคแล้น แต่สำหรับผมนี่ยอมรับน่ะว่าไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวมากนักเพราะตื่นขึ้นมาก็จ้องอยู่หน้าคอมอย่างเดียวเลยแฮะๆ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นหรือหลีกหนีจากสังคมนา  
priss มึนๆแล้วก็กลิ้งจากไป
ปล. อยากเข้าห้อง GGอ่า
Reply-9
23.06.2004 - 10:25:16
พวกผมมีลูกกับลีฟ
Lv.26
YTX-Pilot
takumi776@kakkoii.net
สำหรับผม โอทาคุ คือพวกชอบป๊ะป๋ารุ่นพ่อ :3
เนื่องจากเจอเวบพวกนี้ก็จะมีคำว่าโอทาคุทุกเวบเยย ป๋าขา~~~
Reply-10
22.06.2004 - 17:40:18
แสดงความเห็น หน้าละ 10 ความเห็น หน้าที่ 1 . >> [ 1 ][ 2 ][ 3 ]
[ 5392 ]
[ Expire ]
114